‘นายกฯ’ ไม่เห็นว่า ‘ตำรวจ’ เป็นปัญหาที่จะต้องแก้ไขหรือปฏิรูปอะไร?
‘นายกฯ’ ไม่เห็นว่า ‘ตำรวจ’ เป็นปัญหาที่จะต้องแก้ไขหรือปฏิรูปอะไร?
พันตำรวจเอกวิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร
หลังการถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ประชาชนผู้รักความยุติธรรมส่วนใหญ่ได้แต่คิดหวังว่า คำแถลงของนายกรัฐมนตรีอาจจะมีนโยบายหรือคำพูดอะไรหลุดมาเกี่ยวกับปัญหาสำคัญ อันเป็นพันธสัญญาว่ารัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาตำรวจที่สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนโดยเฉพาะคนยากจนอย่างแสนสาหัสอยู่ทุกวันนี้!
แต่ปรากฏว่า ‘ไม่มี’ แม้แต่คำว่า ‘หลักนิติธรรม’ คือการกวดขันให้ทุกหน่วยเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อยตามที่นายกรัฐมนตรีเคยพูดจาหาเสียงโขมงโฉงเฉงเอาไว้ในที่ต่างๆ
ปัญหาตำรวจที่ร้ายแรงทุกวันนี้คือ การที่ตำรวจผู้ใหญ่ทุจริตต่อหน้าที่ มีพฤติกรรม ‘รับส่วยสินบน’ แทบทุกคนไม่ทำหน้าที่รักษากฎหมาย ปล่อยให้มี ‘แหล่งเพาะอาชญากรรมร้าย’ อบายมุขต่างๆ เกิดขึ้นมากมายแม้แต่ในกรุงเทพมหานคร นายพลตำรวจที่สื่อชอบเรียกกันว่าเป็น ‘นักสืบ’ หรือ ‘มือปราบ’ แท้จริงล้วนเป็น ‘ของปลอม’ ทั้งสิ้น!
เมื่อคืนก่อน ‘อธิบดีกรมการปกครอง’ ก็ต้องจัดชุดปฏิบัติการพิเศษนำกำลัง อส.ไปจับบ่อนการพนันใหญ่ 2 บ่อนในย่านชานกรุง ถนนเสรีไทยและหทัยราษฎร์
ถ้าประเทศไทยต้องปล่อยให้กระทรวงมหาดไทยใช้ อส.ทำหน้าที่รักษากฎหมายแทนตำรวจสารพัดหน่วยที่มีอยู่มากมายกันเช่นนี้ เราจะมี ‘ตำรวจแห่งชาติ’ ที่ใหญ่โตโอ่อ่า มีตำแหน่งแต่งเครื่องแบบหรูหราที่เรียกกันว่า ผบ.ตร. ผบช. และ ผบก. ไปจนถึง ผกก. รับผิดชอบพื้นที่มากมายกันเอาไว้ทำไม?
นายกรัฐมนตรีไม่เห็นปัญหานี้บ้างหรืออย่างไร? จะเกรงใจตำรวจกันไปถึงไหน!
ไหนวันก่อนเห็นพูดว่า ถ้าใครไม่ทำงาน แม้แต่ผู้บัญชาการ เข้าเกียร์สองเกียร์สามแทนการเดินหน้าด้วยเกียร์ห้า จะสั่งย้ายโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอะไร!
เมื่อไหร่จะ ‘พูดแล้วทำ’ ตามคำขวัญเด็ดของพรรคภูมิใจไทยให้ประชาชนเห็นเป็นตัวอย่างเสียที?
นอกจากตำรวจผู้ใหญ่ไม่ทำหน้าที่ตามกฎหมายแล้ว ตำรวจผู้น้อยบางคนยังมีพฤติกรรมเป็นอันธพาลก่ออาชญากรรมร้าย พกอาวุธปืนผิดกฎหมาย กินเหล้าเมาแล้ว ‘ไล่ยิงคนตาย’ ศพแล้วศพเล่า โดยที่ไม่ต้องมีผู้รับผิดชอบอะไร ซ้ำเหตุการณ์ที่พัทยายังมีตำรวจพวกเดียวกันพยายามทำลายหลักฐานกล้องวงจรปิดอีกด้วย!
บางพวกก็ใช้อำนาจโดยมิชอบ เช้าขึ้นมาก็ ‘ตั้งด่าน’ นำสิ่งต่างๆ มาขวางทางสัญจรของประชาชน ขอตรวจค้น ตรวจเมา ตรวจฉี่ ขอดูใบขับขี่ โดยไม่มีเหตุหรือพฤติการณ์การกระทำผิดอะไรตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งและนโยบายเพื่อให้ได้ยอดค่าปรับนำไป ‘ส่งส่วย’ ตำรวจผู้ใหญ่และแบ่งกันให้มากที่สุด!
ตำรวจที่เป็นพนักงานสอบสวนก็ไม่ยอม ‘รับแจ้งความรับคำร้องทุกข์’ จากประชาชนผู้เสียหาย รีบดำเนินการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ‘ให้เริ่มการสอบสวนโดยมิชักช้า’ จนประชาชนต้องดิ้นรนไปหาทนายหรือนายหน้าให้พาไปออกรายการทีวี เพื่อกดดันให้ตำรวจทำหน้าที่!
ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล เพราะมันเกิดขึ้นทั่วประเทศมากมายจนแทบจะกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย!
แต่มันกำลังทำลาย ‘หลักนิติธรรม’ และ ‘กระบวนการยุติธรรม’ ที่นายกรัฐมนตรีพร่ำพูดอยู่ตลอดเวลาว่าจะบริหารบ้านเมืองโดยยึดหลักที่สำคัญของชาติสองหลักนี้ ลงอย่างย่อยยับ!.

ที่มา: นสพ.ไทยโพสต์ คอลัมน์ เสียงประชาชนปฏิรูปตำรวจ : ฉบับวันที่ 27 เม.ย. 2569

