‘อสส.’ ชี้ขาดฟ้อง 7 ตร.อุ้มทรมาน ‘ลุงเปี๊ยก’ ข้อหาหนัก โทษสูง 15 ปี ส่วน ‘ผกก.อรัญฯ’ รอด

‘วัชรินทร์’ อธิบดีอัยการสอบสวน เผย อสส. ชี้ขาดฟ้อง 7 ตำรวจ สภ.อรัญ อุ้มทรมาน ‘ลุงเปี๊ยก’ ให้รับสารภาพฆ่า ‘ป้าบัวผัน’ ข้อหาหนักปกปิดชะตากรรม โทษสูง 15 ปี ‘ผกก.’ รอด หลังดีเอสไอไม่เเย้งอัยการปราบทุจริตภาค2

 

เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2569  นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบกำกับการสอบสวน ซึ่งอัยการสูงสุด (อสส.) มีคำสั่งแต่งตั้ง กล่าวถึงความคืบหน้าคดีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย หรือ พ.ร.บ.อุ้มหาย พ.ศ.2565 คดีแรกของประเทศไทยที่ตำรวจกระทำผิด คือคดี นายปัญญา คงแสนคำ หรือ “ลุงเปี๊ยก” ถูกตำรวจ สภ.อรัญประเทศ บังคับทรมานให้รับสารภาพ ในคดีที่ “ป้าบัวผัน” หรือ นางบัวผัน ตันสุ ถูกกลุ่มเยาวชนรุมทำร้ายจนเสียชีวิต และลุงเปี๊ยกถูกดำเนินคดีอาญาโดยมิชอบตามกฎหมายว่า อัยการสูงสุดมีความเห็นชี้ขาดฟ้องผู้ต้องหาซึ่งเป็นกลุ่มตำรวจ 7 นาย ตามที่คณะพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกับตำรวจและฝ่ายปกครอง โดยมีอัยการตรวจสอบกำกับการสอบสวนมีความเห็นสมควรสั่งฟ้องทุกข้อหา

 

คดีนี้เกิดที่จังหวัดสระแก้ว มีการดําเนินคดีกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ตํารวจตั้งเเต่ ผกก.สภ.อรัญประเทศ จนถึงตำรวจระดับชั้นประทวน จํานวน 8 ราย อัยการสูงสุดในขณะนั้นชี้ขาดให้ดีเอสไอเป็นผู้สอบสวนเรื่องนี้ ซึ่ง พ.ร.บ.อุ้มหายฯ บัญญัติว่าจะต้องมีการให้อัยการเข้าไปตรวจสอบกํากับการสอบสวน ทั้งนี้ อัยการสูงสุดสั่ งให้ตนและคณะ เข้าไปตรวจสอบกํากับการสอบสวน ซึ่งทางดีเอสไอก็เปิดกว้าง ให้มีตํารวจเเละฝ่ายปกครองเข้ามาร่วมสอบสวน ถือว่าคดีนี้ครบทั้ง 4 ฝ่าย

 

คณะทำงานของเราพบว่า เจ้าหน้าที่ตํารวจชุดดังกล่าวมีการควบคุมตัวลุงเปี๊ยก และดําเนินการโดยเอาไปไว้ในห้องสืบสวน ไม่นําส่งพนักงานสอบสวนทันที ทางฝ่ายผู้ต้องหาก็ต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นการควบคุมตัว แต่เป็นการเชิญมาซักถามเท่านั้น แต่สิ่งที่คณะทำงานเราพิจารณาว่า ถ้าเชิญมาซักถามต้องมีการปล่อยลุงเปี๊ยกไป แต่ปรากฏว่าลุงเปี๊ยกถูกควบคุมตัวไว้ 1 คืน ในห้องสืบสวน ไม่ใช่ห้องสอบสวน หลังจากนั้นก็ไปยื่นฝากขัง จนเข้าเรือนจํา

 

ซึ่งต่อมามีนักข่าวไปเจอกล้องวงจรปิดพบว่า ลุงเปี๊ยกไม่ได้เป็นคนฆ่าป้าบัวขวัญ เเละคนฆ่าเป็นกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งเป็นลูกตํารวจ จึงมีการดําเนินคดีกับวัยรุ่นดังกล่าว เท่ากับตํารวจชุดนี้จับผิดตัวคือจับลุงเปี๊ยก มีการสวมใส่กุญแจมือ ต่อมาลุงเปี๊ยกจึงได้รับการปล่อยชั่วคราว เพราะเหตุปรากฎ พนักงานสอบสวนจึงไปยื่นคําร้องต่อศาล ขอให้ปล่อยให้ปล่อยตัวลุงเปี๊ยกออกมา อันนี้เป็นมูลเหตุเบื้องต้นของเรื่อง

 

“เราจึงดําเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 8 คน ในความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ เเละความผิดต่อตำเเหน่งหน้าที่ ซึ่งเรื่องนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เคยมีมติประชุมเลยว่า ถ้าเป็นคดีของ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ และความผิดต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเดิมเป็นอํานาจ ป.ป.ช. เเต่ถ้ามีการกระทําทั้ง 2 ฐานความผิด มาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.ทรมานวางหลักไว้เลยว่าให้แจ้ง ป.ป.ช. เพื่อทราบเท่านั้น ดังนั้นคดีไม่ต้องส่งให้ ป.ป.ช. ไต่สวน โดยตํารวจ ดีเอสไอ ฝ่ายปกครอง หรืออัยการทำการสอบสวนคดีเองได้เลยW

 

นายวัชรินทร์ กล่าวอีกว่า ชุดสอบสวนของเราจึงทําสํานวนเสร็จสิ้น พนักงานสอบสวนดีเอสไอจึงนําสํานวนพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้อง พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มาตรา 3, 6,7, 37 ประกอบมาตรา 83 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา157 มาตรา309 310 พ.ร.บ. ป.ป.ช. มาตรา172 ไปส่งที่สำนักงานอัยการสํานักงานคดีปราบปรามทุจริต ภาค 2 เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 แต่ปรากฏว่า อัยการสํานักงานปราบปรามทุจริตภาค 2 ใช้เวลาพิจารณาสํานวนอยู่พอสมควร โดยให้เหตุว่าผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรมขึ้นมา จนสุดท้ายพนักงานอัยการปราบปรามทุจริตภาค 2 สั่งไม่ฟ้อง ผกก.สภ.อรัญประเทศ ผู้ต้องหาที่ 1 และไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 8 ในบางฐานความผิด คือ ฟ้อง พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มาตรา 3,6 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา157 309 310 พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 172 เเต่ไม่ได้สั่งฟ้องมาตรา 7 ซึ่งมีอัตราโทษสูงตั้งแต่ 5 ปี ถึง 15 ปี

 

ตามกฎหมายต้องส่งความเห็นดังกล่าวไปยังอธิบดีดีเอสไอเป็นผู้พิจารณาว่าเห็นชอบกับคําสั่งไม่ฟ้องของอัยการปราบทุจริตภาค 2 หรือไม่ ปรากฎว่าอธิบดีดีเอสไอ เห็นด้วยกับอัยการปราบปรามทุจริตภาค 2 เฉพาะกรณีของผกก.สภ.อรัญประเทศ ที่สั่งไม่ฟ้อง จึงถือว่าคดีในส่วน ผกก.สภ.อรัญประเทศ มีคําสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง ส่วนผู้ต้องหาที่ 2 – 8 อธิบดีดีเอสไอมีความเห็นแย้งกับอัยการปราบปรามทุจริต ภาค 2 จึงต้องส่งไปยังอัยการสูงสุดชี้ขาด

 

ล่าสุดได้เรียนสอบถามทราบว่า นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด ได้มีคําสั่งแย้งความเห็นของอัยการปราบปรามทุจริต ภาค 2 ออกคําสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 2-8 ในความผิด ตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มาตรา 3, 6,7, 37 ประกอบมาตรา 83 เเละความผิดต่อหน้าที่ฯโดยข้อหาที่น่าสนใจคือ มาตรา 6 ที่มีการนำลุงเปี๊ยกไปไว้ห้องสืบสวนมีการเปิดแอร์ให้หนาวเย็นโดยให้ถอดเสื้อผ้าเป็นการทรมานฯ มีอัตราโทษหนักสุดคือ มาตรา 7 ซึ่งเป็นการคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐไม่นำส่งพนักงานสอบสวนมีลักษณะปกปิดชะตากรรมซึ่งมาตรา 37 เป็นบทกำหนดโทษของมาตรา 7 บัญญัติไว้ว่า ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-15 ปี และปรับตั้งแต่ 1-3 เเสนบาท ซึ่งถือเป็นโทษที่หนักมาก’

 

“คดีนี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้ตำรวจผู้จับกุมทุกคนต้องปฎิบัติตามกฎหมาย กล่าวคือ ถ้ามีการจับกุมและควบคุมตัวต้องแจ้งให้อัยการและฝ่ายปกครองทราบ และเมื่อจับกุมต้องไม่มีการซ้อมทรมานและเมื่อจับกุมแล้วต้องส่งผู้ต้องหาให้พนักงานสอบสวนทันที ถ้านำมาไว้ห้องสืบสวนเพื่อบังคับขู่เข็ญทรมาน เป็นการปกปิดชะตากรรมสถานที่ส่งผลให้ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายจะโดนดำเนินคดีตามมาตรา 7 ได้

 

ตามขั้นตอนคดีนี้ คำสั่งชี้ขาดความเห็นเเย้งของอัยการสูงสุดกลับไปที่อัยการสํานักงานปราบปรามทุจริต ภาค 2 ทำหน้าที่ร่างคําฟ้อง เเละนัดนำตัวผู้ต้องหาที่ 2 – 7 ยื่นฟ้องต่อศาลอาญา คดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 ต่อไป เป็นอันปิดฉากคดีลุกเปี๊ยก

 

นายวัชรินทร์ เปิดเผยด้วยว่า ปัจจุบันมีระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหายจะเป็นผู้พิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือสําหรับผู้เสียหาย ซึ่งในกรณีที่เข้าข่ายเข้ามาตรา 7 เรื่องปกปิดชะตากรรม ลุงเปี๊ยกก็จะได้เงินค่าเยียวยาเป็นเงิน 5 เเสนบาท ตอนนี้ทราบว่าลุงเปี๊ยกได้รับเงินค่าช่วยเหลือตรงนี้ไปแล้ว ซึ่งสำคัญมาก เพราะระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและทําให้บุคคลสูญหายของกระทรวงยุติธรรม โดยความเห็นชอบกระทรวงการคลัง กําหนดออกมา ถ้าตํารวจ ดีเอสไอ หรือฝ่ายปกครอง หรืออัยการพิจารณาสํานวน ถ้าเห็นว่าเข้าข้อหานี้คือข้อหาตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ จะต้องดําเนินคดีในส่วนนี้ด้วย มิฉะนั้น จะไปติดปัญหา ไม่ได้มีการดําเนินคดี ทางผู้เสียหายจะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือตามระเบียบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหาย

 

“ผมเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน ท่านก็จะติดตามสอบถามทุกครั้ง เวลาประชุมว่าคดีที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคดีดังๆทั้งหลาย ตอนนี้ขั้นตอนถึงไหน ผมก็มีหน้าที่ต้องหาข้อมูล ในการตอบว่าตอนนี้คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของใครจึงได้มีการกราบเรียนถามท่านอัยการสูงสุดจนได้ความคืบหน้าคดี”นายวัชรินทร์ ระบุ

 

About The Author