กสม.ขับเคลื่อนงานป้องกันการทรมาน แนะ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ติดกล้องบันทึกภาพเหตุการณ์อย่างเคร่งครัด
กสม. สานต่อความร่วมมือ ตร. ขับเคลื่อนงานป้องกันการทรมาน เพื่อยกระดับมาตรฐาน การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และสถานีตำรวจตามหลักสิทธิมนุษยชน แนะ กอ.รมน. ภาค 4 สน. กำชับเจ้าหน้าที่ติดกล้องบันทึกภาพเหตุการณ์อย่างเคร่งครัด หลังปรากฏกรณีจับกุมผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงโดยอ้างเหตุสุดวิสัยไม่บันทึกภาพ
เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2569- นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ดำเนินความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และพัฒนาสถานีตำรวจให้ดำเนินงานสอดคล้องกับหลักป้องกันการทรมานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) รวมทั้งอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (ICPPED) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติ โดยที่ผ่านมา สำนักงาน กสม. ได้ประสานความร่วมมือกับ ตร. ในการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันสถานีตำรวจหลายแห่งในทุกภูมิภาค และได้ร่วมกันจัดทำ “แผนพัฒนาสถานีตำรวจเพื่อป้องกันการทรมานและการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม พ.ศ. 2568 – 2570” เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางพัฒนาสถานีตำรวจให้สอดคล้องตามหลักสิทธิมนุษยชน
ล่าสุด เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 กสม. ได้เข้าหารือกับพลตำรวจโท อนุชา รมยะนันทน์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้แทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และคณะ ถึงแนวทางการดำเนินงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ทั้งด้านการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของตำรวจในระดับพื้นที่ การจัดทำคู่มือหรือมาตรฐานกลางหรือแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนและการป้องกันการทรมานในสถานีตำรวจ ความร่วมมือด้านงานวิจัยร่วมกับโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ตลอดจนการฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชนและการป้องกันการทรมานสำหรับสถานีตำรวจนำร่องต้นแบบและเครือข่ายภาคประชาชนและเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 กสม. ได้ประชุมหารือร่วมกับกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ และลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเชิงป้องกัน ณ สถานีตำรวจภูธรสามพราน และสถานีตำรวจภูธรนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นสถานีตำรวจนำร่อง โดยพบว่าสถานีตำรวจทั้งสองแห่งได้พัฒนาและปรับปรุงสภาพแวดล้อม ระบบงาน และกระบวนการปฏิบัติงานในหลายด้านอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องตามหลักสิทธิมนุษยชนและการไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการนำข้อเสนอแนะของ กสม. จากการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันในครั้งก่อนมาปรับใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ได้แสดงความพร้อมในการสนับสนุนและขับเคลื่อนงานร่วมกับสำนักงาน กสม. ทั้งในด้านการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การตรวจเยี่ยมเชิงป้องกัน การป้องกันการทรมาน รวมถึงสนับสนุนการดำเนินโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติและหลักสูตรการสืบสวนสอบสวนที่เคารพสิทธิมนุษยชนและมีประสิทธิผล
ทั้งนี้ โครงการวิจัยดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงาน กสม. และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งมุ่งพัฒนาองค์ความรู้และเครื่องมือสนับสนุนการสืบสวนสอบสวนที่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน เพื่อนำไปสู่การจัดทำแนวปฏิบัติในการสืบสวนสอบสวนอย่างเป็นมิตร ซึ่งพัฒนาขึ้นจากการประยุกต์ใช้ PEACE Model ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยจะมีการนำแนวปฏิบัติดังกล่าวไปทดลองใช้และประเมินผลในสถานีตำรวจนำร่อง คือ สถานีตำรวจภูธรสามพราน และสถานีตำรวจภูธรนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เพื่อพัฒนาเป็นต้นแบบการสืบสวนสอบสวนที่เคารพสิทธิมนุษยชนด้วย
“กสม. มีแผนงานที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะการพัฒนาสถานีตำรวจต้นแบบ องค์ความรู้ เครื่องมือ และแนวปฏิบัติด้านการสืบสวนสอบสวนที่เคารพสิทธิมนุษยชน โดยขอขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เห็นความสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักป้องกันการทรมานที่จะนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และส่งเสริมให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล โปร่งใส และตรวจสอบได้ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อทุกฝ่ายในการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม” นายวสันต์กล่าว
ด้านนายภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 จากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และผู้ร้องรายหนึ่ง ระบุว่า ช่วงเช้ามืดของวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 เจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ประมาณ 100 นาย พร้อมรถยนต์ประมาณ 30 คัน เข้าปิดล้อมตรวจค้นบ้านของผู้ร้องรายดังกล่าวในตำบลบ้านน้ำบ่อ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี เพื่อจับกุมผู้เสียหาย อายุ 27 ปี ซึ่งเป็นบุตรชายของผู้ร้อง โดยผู้เสียหายวิ่งหนีออกจากบ้านและเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมตัวได้ ภายหลังการจับกุม ผู้ร้องสังเกตเห็นว่าบุตรชายมีอาการบาดเจ็บหลายแห่ง ได้แก่ ตาขวามีเลือดคั่ง ปวดศีรษะ หัวเข่าสองข้างมีรอยถลอก เข่าข้างซ้ายเคล็ด แผ่นหลังมีรอยฟกช้ำ นิ้วมือทั้งสองข้างมีรอยขีดข่วน และนิ้วเท้ามีบาดแผลต้องเย็บ 5 เข็ม ต่อมาเจ้าหน้าที่นำตัวผู้เสียหายไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจภูธรปะนาเระ และส่งตัวไปควบคุมเพื่อเข้าสู่กระบวนการซักถามที่ศูนย์ซักถาม หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 ค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี ทั้งนี้ ผู้ร้องสังเกตเห็นว่าเจ้าหน้าที่บางส่วนมีการติดตั้งกล้องบันทึกภาพและเสียงบริเวณหมวก แต่ภายหลังพบว่าไม่มีภาพและเสียงบันทึกการจับกุมผู้เสียหาย โดยเห็นว่าเจ้าหน้าที่กระทำทรมานผู้เสียหายระหว่างการจับกุม จึงขอให้ตรวจสอบ
กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 28 รับรองสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของบุคคล และบัญญัติห้ามมิให้มีการกระทำในลักษณะทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) ที่กำหนดให้รัฐภาคีต้องดำเนินมาตรการที่มีประสิทธิผลเพื่อป้องกันมิให้เกิดการทรมานในอาณาเขตที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจ โดยที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 22 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบต้องบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ขณะจับจนกระทั่งส่งตัวให้พนักงานสอบสวนหรือปล่อยตัว เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยที่ต้องบันทึกเหตุดังกล่าวไว้ นอกจากนี้ ระเบียบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ว่าด้วยวิธีปฏิบัติในการตรวจค้น และการกักตัวบุคคลที่มีเหตุอันควรสงสัยตามกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ยังกำหนดวิธีปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากลตามตราสารระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม ดังนั้น บทบัญญัติและหลักการดังกล่าวย่อมผูกพันให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องปฏิบัติต่อผู้ถูกควบคุมตัวโดยเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน. ภาค 4 สน.) ชี้แจงว่า เนื่องจากมีข้อมูลเรื่องพฤติกรรมของผู้เสียหายซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ความมั่นคงในพื้นที่อำเภอปะนาเระและพื้นที่ใกล้เคียง ในวันเกิดเหตุหน่วยปฏิบัติการร่วมประจำจังหวัดปัตตานีจึงเข้าปิดล้อมเพื่อจับกุมและตรวจค้นบ้านของผู้เสียหาย ระหว่างการปิดล้อม ผู้เสียหายวิ่งหนีเข้าป่าหลังบ้าน กระทั่งเจ้าหน้าที่กองร้อยทหารพรานที่ 4213 ซึ่งวางกำลังในพื้นที่ชั้นนอกจับกุมตัวได้ ภายหลังการจับกุม พบบาดแผลหลายแห่งบนร่างกายผู้เสียหาย ทั้งสองฝ่ายให้ข้อมูลสอดคล้องกันเป็นส่วนใหญ่ว่าบาดแผลบริเวณเข่า แขน และนิ้วเท้าเกิดจากการหกล้มขณะวิ่งหนีในพื้นที่ป่ายามกลางคืน ส่วนบาดแผลบวมบริเวณรอบตาที่ปรากฏในผลการตรวจร่างกาย เจ้าหน้าที่ไม่สามารถให้คำอธิบายได้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ทั้งนี้ ผู้เสียหายยืนยันว่าในขณะถูกจับกุม เจ้าหน้าที่สอบถามชื่อโดยใช้เวลาไม่นาน ไม่มีการทำร้ายร่างกาย และระหว่างที่มีการปิดล้อมและตรวจค้นบ้านมีเจ้าหน้าที่บางส่วนบันทึกภาพและเสียง แต่ในขณะที่เจ้าหน้าที่กองร้อยทหารพรานจับกุมผู้เสียหาย ไม่มีการบันทึกภาพและเสียงแต่อย่างใด ซึ่ง กอ.รมน.ภาค 4 สน. ชี้แจงว่าเนื่องจากเจ้าหน้าที่กองร้อยทหารพรานมีหน้าที่เฉพาะในการวางกำลังป้องกันพื้นที่เท่านั้น และอ้างว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถบันทึกภาพและเสียงได้ ดังนั้น ในประเด็นการถูกกระทำทรมาน กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่ายังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพียงพอที่แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกร้องกระทำทรมานผู้เสียหายในระหว่างการจับกุมตัว ในชั้นนี้ จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า

