ตชด.ยิงคนตาย 2 ศพ ‘ป้องกันตัวสมควรแก่เหตุ’ หรือ ‘เจตนาฆ่า’?
ตชด.ยิงคนตาย 2 ศพ ‘ป้องกันตัวสมควรแก่เหตุ’ หรือ ‘เจตนาฆ่า’?
พันตำรวจเอกวิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร
กรณีตำรวจตระเวนชายแดนนายหนึ่งใช้อาวุธปืนอัตโนมัติขนาด 9 มม. รัวยิงผู้ขี่รถวินจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่เขตห้วยขวางตายถึง 2 ศพ สาหัสอีก 1 ด้วยเหตุมีปากเสียงกันจากการต่อรองเรื่องค่าโดยสาร นำไปสู่การพูดจากวนอารมณ์และท้าทายกันไปมานั้น!
ขณะนี้มีปัญหาให้ผู้คนถกเถียงและขัดแย้งกันอย่างรุนแรงกว้างขวางในหลายวงการว่า พฤติกรรมการใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงคนตายกว่า 15 นัด หลังเกิดอารมณ์โกรธจากการถูกทำร้ายด้วยการ ‘ถีบ’ ก่อนเช่นนั้น เป็นการป้องกันตัวตามสมควรแก่เหตุ หรือมี ‘เจตนาฆ่า’ ตามที่ถูกตำรวจตั้งข้อหาดำเนินคดีอาญากันแน่?
สำหรับผู้ที่เป็นนักกฎหมายแท้จริงส่วนใหญ่จะไม่งงกับเรื่องนี้ ว่าพฤติกรรมการกระทำถือเป็นการป้องกันตัวสมควรแก่เหตุหรือไม่ เนื่องจากมีคดีที่ศาลฎีกาพิพากษาเป็นบรรทัดฐานไว้มากมายว่าต้องไม่ใช่การหาเรื่องหรือท้าทายกัน ‘เลี่ยงได้ต้องเลี่ยง’ ‘หนีได้ต้องหนี’ เท่าที่จะสามารถทำได้!
ส่วนในโลกโซเชียลก็ว่ากันไปตามอารมณ์ความรู้สึกและความสะใจ มีการถล่มสมน้ำหน้าทั้งคนตายและผู้ขี่รถวินจักรยานยนต์ทุกคนลามไปถึงภรรยาที่เป็นผู้เสียหายตามกฎหมายอย่างย่อยยับ!
อันดับแรก ‘การป้องกัน’ เป็นสิทธิธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน และตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 ต่อ ‘ภัยทุกชนิด’ ที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิตร่างกายและทรัพย์สินของตนหรือผู้อื่น โดยบุคคลทุกคนสามารถใช้สิทธิในการป้องกันได้ ไม่ว่าจะด้วยการใช้กำลังกายหรืออาวุธอะไรเท่าที่จะหาได้ เพื่อหยุดยั้งอันตรายอันเกิดจากการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย และ ‘ใกล้จะถึง’ ไม่มีทางหลีกเลี่ยงใดๆ แต่คงไม่ถึงขนาดต้องวิ่งหนีใครหัวซุกหัวซุนจนเกินความจำเป็นและวิสัย เช่น อยู่ในบ้าน หรือรถก็ไม่ต้องหลบหนีออกนอกบ้านหรือรถยนต์เพื่อให้ตนพ้นภัยแต่อย่างใด!
แต่ที่สำคัญสุดก็คือ ต้อง ‘พอสมควรแก่เหตุ’ โดยมีเจตนาเพื่อยับยั้งภัยอันตรายที่ใกล้จะถึงเท่านั้น
ส่วนการป้องกันภัยด้วยกำลังหรือใช้อาวุธอะไร อย่างไรและแค่ไหนเพียงใดที่ถือว่า ‘สมควรแก่เหตุ’ ก็อยู่ที่การวินิจฉัยของศาลในแต่ละคดีอันเป็นที่สุดเป็นเรื่องๆ ไป
เนื่องจากในแต่ละกรณีมีข้อเท็จจริงของภัยคุกคามที่ใกล้จะถึงและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน
อย่างไรก็ดีในชั้นนี้ประชาชนผู้สนใจสามารถหาคำพิพากษาศาลฎีกามาเทียบเคียงได้ในคดีที่มีข้อเท็จจริงใกล้เคียงกัน
การใช้อาวุธปืนไล่ยิงคนมือเปล่าที่ไม่มีอาวุธกระทั่งมีดหรือไม้อะไรแม้จะถูกถีบก่อน ที่ถือว่าเป็นการทำร้ายร่างกายอันมีสาเหตุมาจากคำพูดด่าว่าหรือท้าทายกัน! อีกทั้งยังตามไปจ่อยิงซ้ำๆ กว่า 15 นัด จนหมดกระสุนนั้น!
ถ้าถือว่าเป็นการป้องกันตัวสมควรแก่เหตุ ศาลก็ต้องอธิบายเหตุผลไว้ในคำพิพากษาให้ประชาชนเข้าใจชัดว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ประชาชนจะได้ถือเป็นบรรทัดฐานในการป้องกันชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของผู้คนทั้งคนไทยและชาวต่างชาติต่อไป
ปัญหาตำรวจไทยพกปืนผิดกฎหมาย เพราะ ไม่ได้อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ รักษาความสงบในพื้นที่และเวลารับผิดชอบตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจตามกฎหมายตามที่ ป.วิ อาญา มาตรา 2 (16) และ พ.ร.บ.อาวุธปืน มาตรา 8 (ทวิ) บัญญัติไว้ แต่ส่วนใหญ่เข้าใจผิดคิดว่ามีสิทธิพกกันได้ตลอดเวลาทั่วไทยมีอยู่ทั่วไปพบเห็นได้มากมาย
ทำให้ตำรวจไทยสามารถพกปืนไปกินเหล้าหรือพกเข้าไปในร้านอาหารและสถานที่ต่างๆ รวมทั้งใช้ขู่ผู้คนหรือทะเลาะวิวาทด่าทอกับใครก็ได้ เป็นอันตรายต่อประชาชนอย่างยิ่ง
ต่อปัญหานี้ผู้คนยังไม่เคยได้ยิน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และผู้มีอำนาจคนใดคิดแก้ไข หรือแม้แต่พูดจาถึงปัญหาตำรวจพกอาวุธปืนผิดกฎหมาย และหลายคนได้นำไปก่ออาชญากรรมทั้งข่มขู่หรือประทุษร้ายต่อชีวิตร่างกายของประชาชนที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าแม้แต่คนเดียว?.

ที่มา : นสพ.ไทยโพสต์ คอลัมน์ เสียงประชาชนปฏิรูปตำรวจ : ฉบับวันที่ 22 มิ.ย. 2569

