ทุบแล้วสร้างใหม่ ‘จอร์เจีย’ กำจัดคอร์รัปชัน  ยุบหน่วยตำรวจจราจรทั้งหมด ไล่ออกทันที 3 หมื่นนาย

 

เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2569 ดร.ณัฐ เหลืองนฤมิตรชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุน จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง จอร์เจีย กับการกำจัดคอรัปชั่น มีใจความว่า

ประเทศจอร์เจีย เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ชาวบ้านจะต้องโดนตำรวจเรียกตรวจและไถเงินตลอดเวลา ตอนนั้นจอร์เจียเพิ่งแยกตัวออกจากสหภาพโซเวียต เศรษฐกิจพังพินาศ และคอร์รัปชันฝังลึกจนสถาบันตำรวจไม่ได้มีไว้จับผู้ร้าย แต่มีไว้ “รีดไถ” ประธานาธิบดีในยุคนั้นถึงกับเคยประกาศออกทีวีแบบปลงๆ ว่า “ขอร้องล่ะครับคุณตำรวจ ช่วยรับสินบนให้มันน้อยลงหน่อยเถอะ” คิดดูว่าอาการหนักขนาดไหน!

จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติกุหลาบ (Rose Revolution) ในปี 2003 ผู้นำรุ่นใหม่ไฟแรงนามว่า มิเธียล ซาอากัชวิลี (Mikheil Saakashvili) ก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยวัยเพียง 36 ปี เขาไม่ได้มาเพื่อปรับปรุงระบบ แต่เขามาเพื่อ “ทุบแล้วสร้างใหม่” ก็คงไม่เกินจริง

เช้าวันหนึ่งในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2004 ตำรวจจราจรและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงทั่วประเทศตื่นขึ้นมาพร้อมกับข่าวช็อกซีนีม่า รัฐบาลประกาศ “ยุบหน่วยตำรวจจราจรทั้งหมด” และไล่เจ้าหน้าที่ออกทันทีราวๆ 30,000 นาย! (คิดเป็น 85% ของตำรวจทั้งประเทศ)

ในช่วงเวลากว่า 3 สัปดาห์หลังจากนั้น ประเทศจอร์เจีย “ไม่มีตำรวจจราจรเลยแม้แต่คนเดียว” บนท้องถนน! นักวิเคราะห์ทั่วโลกต่างกลั้นหายใจคิดว่าบ้านเมืองต้องกลายเป็นกลียุค อาชญากรรมต้องพุ่งกระฉูด รถต้องชนกันระเนระนาดแน่ๆ

แต่ผลลัพธ์กลับตาลปัตร ถนนหนทางกลับสงบเรียบร้อยอย่างประหลาด อัตราอาชญากรรมไม่ได้เพิ่มขึ้น แถมประชาชนยังรู้สึกโล่งใจที่ไม่ต้องคอยหวาดระแวงว่าจะโดนโบกเรียกไปไถเงินอีกต่อไป

เมื่อล้างบ้านจนสะอาด รัฐบาลก็เริ่มสร้างตำรวจยุคใหม่จากศูนย์ โดยใช้กลยุทธ์ที่เฉียบคมดังนี้:

1. โละทิ้งพิมพ์เขียวโซเวียต
พวกเขาไปเอาคู่มือการฝึกของสหประชาชาติ (UN) ที่เคยใช้ได้ผลในโคโซโวมาใช้ และเปิดรับสมัคร “คนนอก” ที่ไม่เคยเป็นตำรวจมาก่อน ทั้งคนหนุ่มสาว คนจบใหม่ หรือคนขับรถแท็กซี่

2. อัปเงินเดือน 10 เท่า!
รัฐบาลรู้ดีว่าที่ตำรวจโกงเพราะเงินเดือนเก่ามันไม่พอกิน พวกเขาเลยจับมือกับองค์กรสากลและตั้งกองทุนรับเงินบริจาคจากนักธุรกิจใจถึง นำเงินมาอัปเงินเดือนให้ตำรวจใหม่เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 10 เท่า! คราวนี้ตำรวจมีกินมีใช้ มีศักดิ์ศรี และถ้าใครกล้ารับสินบนอีก… คุกทันที ไม่มีข้อยกเว้น

3. ตัดช่องทางทำมาหากิน
รัฐบาลสั่งห้ามตำรวจรับเงินสดบนท้องถนนเด็ดขาด ใครทำผิดกฎจราจร ตำรวจจะออกใบสั่ง แล้วผู้ขับขี่ต้องไปจ่ายเงินที่ธนาคารด้วยตัวเองเท่านั้น ตัดวงจร “จ่ายจบตรงนี้” ไปแบบถาวร
เกร็ดที่เจ๋งที่สุดในการปฏิรูปครั้งนี้คือการเปลี่ยน สถาปัตยกรรม รัฐบาลสั่งทุบสถานีตำรวจแบบเดิมที่เป็นตึกปูนทึมๆ น่ากลัวๆ ทิ้ง แล้วสร้าง “สถานีตำรวจและป้อมตำรวจทำจากกระจกใส” ขึ้นมาแทนทั่วประเทศ!
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นจิตวิทยาขั้นสูงก็ว่าได้

1. คนภายนอกมองเห็นข้างใน
ประชาชนเดินผ่านไปมาจะเห็นเลยว่าตำรวจกำลังนั่งทำงานอะไรอยู่ ไม่มีห้องมืดไว้ซ้อมผู้ต้องหา ไม่มีมุมอับไว้แอบนับเงินสินบน

2. แสงสว่างส่องถึง
มันเป็นสัญลักษณ์เชิงสัญลักษณ์ว่า “ความโปร่งใสมาถึงจอร์เจียแล้ว”
Batu Kutelia หนึ่งในแกนนำผู้รับผิดชอบการปฏิรูปเปรียบเปรยสถานการณ์ตอนนั้นไว้ว่า “มันเหมือนกับการสร้างเรือขึ้นมาใหม่ในขณะที่เรือกำลังแล่นอยู่กลางทะเลลึก โดยที่คุณต้องเรียนรู้วิธีการเดินเรือไปด้วย และในเวลาเดียวกันก็มีศัตรูคอยโจมตีพยายามจะยิงเรือของคุณให้ล่ม นั่นแหละคือความจริงที่เราเผชิญ” เนื่องจากในตอนนั้นทีมงานของประธานาธิบดีซาอากัชวิลีที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจส่วนใหญ่เป็นคนนอก (Political Outsiders) ที่มีอายุน้อยมาก (ตัวประธานาธิบดีอายุเพียง 36 ปี) จึงต้องเผชิญหน้ากับสถาบันตำรวจที่เก่าแก่ ฝังรากลึก และซับซ้อนสไตล์โซเวียต

การไล่คนออกราว ๆ 15,000 ถึง 30,000 คนในคราวเดียวสร้างความกังวลให้ที่ปรึกษาต่างชาติอย่างมากว่าคนกลุ่มนี้จะผันตัวไปเป็นอาชญากรหรือสร้างความไม่สงบ แต่รัฐบาลจอร์เจียใช้กลยุทธ์ “ข้อตกลงที่รู้กันเงียบ ๆ” (Silent Deal)

1. ตำรวจทั่วไป
รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยให้ล่วงหน้า 2 เดือนแล้วให้แยกย้ายไป โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่าจะไม่มีการสืบสวนคดีทุจริตย้อนหลัง (นิรโทษกรรมกลายๆ) เพื่อแลกกับการยอมเดินออกไปแต่โดยดี หากใครขัดขืนหรือจะอยู่ต่อ จะต้องถูกหน่วยสืบสวนภายในขุดคุ้ยประวัติและพฤติกรรมในอดีตทันที ซึ่งส่วนใหญ่เลือกที่จะจากไปอย่างเงียบ ๆ

2. ตำรวจฝ่ายสืบสวน (Criminal Police)
เนื่องจากเป็นหน่วยที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางสูง รัฐบาลไม่สามารถไล่ออกยกแผงได้เหมือนตำรวจจราจร จึงใช้ดีลที่ต่างออกไปคือ “อะไรที่พลาดไปแล้วให้แล้วกันไป (What happened, happened) แต่จากนี้เราเพิ่มเงินเดือนให้มหาศาล ให้ระบบสนับสนุนทุกอย่าง แต่คุณต้องทำงานแบบใหม่” โดยรัฐบาลใช้วิธีค่อยๆ ปลดและปรับเปลี่ยนหัวหน้าระดับสูงจากบนลงล่างอย่างช้า ๆ แทน

อีกหนึ่งปัญหาคือ ในช่วงปี 2003–2004 นั้น รัฐบาลใหม่แทบไม่มีเงินในคลังเลย ในช่วงแรก George Soros Foundation (มูลนิธิโซรอส) ร่วมกับสหประชาชาติ (UNDP) และรัฐบาลในยุโรปได้เข้ามาช่วย “ออกเงินอุดหนุนเงินเดือน” (Supplements) ให้กับข้าราชการและตำรวจระดับสูงก่อน
ตัวอย่างเช่น Shota Utiashvili (หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ระบบ) เล่าว่า เงินเดือนปกติจากรัฐบาลตอนนั้นมีแค่ประมาณ $50 แต่มูลนิธิช่วยจ่ายเงินออนท็อปให้เพิ่มอีกถึง $900 ต่อเดือน เพื่อให้เขาสามารถดำรงชีพและทำงานปฏิรูปได้โดยไม่โกง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังใช้ระบบ “Plea-bargaining” กับข้าราชการยุคเก่าที่คอร์รัปชัน โดยมีเงื่อนไขว่า “ถ้าคุณยักยอกเงินรัฐไป 1 ล้านดอลลาร์ ให้คุณชดใช้เงินคืนกลับมาให้ประเทศ แล้วคุณจะไม่ต้องติดคุก” เงินที่ได้จากการค่าปรับเหล่านี้ ส่วนหนึ่งถูกนำเข้าเงินงบประมาณแผ่นดิน และอีกส่วนถูกโอนตรงเข้า “กองทุนพัฒนาการบังคับใช้กฎหมาย” เพื่อนำไปซื้อรถ Volkswagen Passat, ปืนพกสั้นสัญชาติอิสราเอล และชุดยูนิฟอร์มใหม่ให้ตำรวจสายตรวจ

และเพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตำรวจจราจรพุงพลุ้ย ใส่ชุดสกปรกที่ประชาชนเกลียดชัง รัฐบาลได้ร่วมมือกับสถานีโทรทัศน์ผลิตรายการเรียลลิตี้ชื่อ “Patrol” ความยาว 15 นาที ฉายช่วงเวลา Primetime ตอนเย็นทุกวัน โดยเป็นรายการสดที่ตามติดชีวิตตำรวจยุคใหม่ในการออกไปจับกุมคนร้ายและช่วยเหลือประชาชนในวันนั้นๆ พร้อมปิดท้ายด้วยสาระบริการประชาชน รายการนี้ได้รับความนิยมถล่มทลายและกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ “ฮีโร่ยุคใหม่” ให้กับตำรวจสายตรวจ (อันนี้เหมือนที่ผมเล่าว่า ตอนนี้มีตำรวจน้ำดีหลายคนออกมาทำรายการเอง)

ผลลัพธ์ของความบ้าบิ่นนี้คุ้มค่าเกินคาด ภายในเวลาไม่กี่ปี จอร์เจียกระโดดจากประเทศที่คอร์รัปชันเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ขึ้นมาเป็นประเทศที่มีความโปร่งใสในอันดับต้นๆ ของภูมิภาค

ที่พีคที่สุดคือ ผลสำรวจความพึ่งพอใจของประชาชน จากเดิมที่ตำรวจคือกลุ่มคนที่ประชาชนเกลียดที่สุด คอร์รัปชันที่สุด พลิกกลับมาเป็น “สถาบันที่ประชาชนเชื่อมั่นสูงที่สุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศ” เป็นรองแค่คริสตจักรและกองทัพเท่านั้น! รถตำรวจยุคใหม่กลายเป็นสิ่งที่เด็กๆ วิ่งเข้าหาเพื่อขอถ่ายรูปด้วยความภาคภูมิใจ

บทเรียนจากจอร์เจียบอกเราว่า บางครั้งเนื้อร้ายในองค์กรก็ลึกเกินกว่าจะเยียวยาด้วยการทายา และการ “เซ็ตซีโร่” รื้อทำใหม่ทั้งหมด แม้จะดูเสี่ยงและบ้าคลั่ง แต่มันคือวิธีเดียวที่ทำให้ประเทศเกิดใหม่ได้อย่างแท้จริง

คุณคิดว่าโมเดล “ล้างกระดาน” ไล่ออกยกแผงแบบจอร์เจียนี้ จะสามารถนำมาปรับใช้กับระบบตำรวจหรือหน่วยงานราชการในประเทศอื่นๆ ได้จริงไหม หรือมีปัจจัยอะไรที่ทำให้มันอาจจะทำได้ยากในบริบทสังคมอื่น?

ผมไม่พูดมากล่ะกัน ขอแปะ Corruption Perception Index ของไทยเทียบกับเค้าหน่อย ป.ป.ช. และหน่วยงานราชการต่างๆ ถึงได้แห่กันไปเยี่ยมชมประเทศจอร์เจียกันตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ผมก็เห็นไปเรียนรู้กันเยอะแยะนะ แต่ยังไม่นึกไม่ออกว่าทำอะไรตามเค้าบ้าง

About The Author