เพิ่มเงินแค่ไหนก็แก้ปัญหา พงส.ไม่รับคำร้องทุกข์ไม่ได้!
เพิ่มเงินแค่ไหนก็แก้ปัญหา พงส.ไม่รับคำร้องทุกข์ไม่ได้!
พันตำรวจเอกวิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร
ปัญหาตำรวจที่ร้ายแรงขณะนี้มีทั้งเรื่องการ ‘ตั้งด่าน’ ขวางทางหลวงเรียกให้ผู้คนหยุดรถขอตรวจฉี่หรือตรวจค้นโดยไม่มีเหตุผลอันควรสงสัยตามกฎหมายซึ่งสร้างความเดือดร้อนรำคาญและอันตราย เกิดขึ้นทุกพื้นที่ทั่วไทย!
นอกจากนี้ก็ยังมี ‘ตำรวจโจร’ รวมทั้งพวกตำรวจจริงและปลอมออกเดินสาย ‘จับคนเรียกค่าไถ่’ นำไป ‘ส่งส่วย’ ให้ตำรวจผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังตำรวจโจรเหล่านี้ เช่นกรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นในจังหวัดปทุมธานีและยังมีอีกหลายจังหวัดมากมาย
เมื่อมีประชาชนได้รับความเสียหายจากการกระทำผิดอาญาไปแจ้งความ พนักงานสอบสวนก็ไม่ยอม ‘รับคำร้องทุกข์’ จากผู้เสียหายง่ายๆ ทำให้แต่ละคนต้องดิ้นรนไปหาทนายหรือนายหน้าให้พาไปออกทีวีเพื่อกดดันให้ตำรวจทำหน้าที่ มีที่ไทยแห่งเดียวในโลก!
ต่อปัญหานี้ ทำให้นายกรัฐมนตรีเข้าใจว่าตำรวจผู้ทำหน้าที่พนักงานสอบสวนคงขาดแรงจูงใจในการทำงานทำให้ไม่อยาก ‘รับคำร้องทุกข์’ ‘รับคดี’
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจึงได้มีการประชุม คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ เห็นชอบให้มีการแจกโน้ตบุ๊กกับพนักงานสอบสวนบรรจุใหม่และเพิ่มเงินค่าตอบแทนการสอบสวนคดีออนไลน์ รวมทั้งทำให้เป็นสายงานที่สามารถเลื่อนตำแหน่งด้วยตัวเองได้ ไม่ต้องวิ่งเต้นขอเลื่อนตำแหน่งกับใครให้วุ่นวายเช่นที่เป็นอยู่ปัจจุบัน
โดยหวังสร้างแรงจูงใจให้ตำรวจพนักงานสอบสวนจำนวนประมาณ 11,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัย จะได้มีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ละคนไม่ต้องพยายามดิ้นรนหนีงานสอบสวนที่เรียกกันอย่างโก้หรูว่าเป็น ‘ต้นทางกระบวนการยุติธรรม’ เช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
อันที่จริงก็เป็นวิธีที่เคยปฏิบัติกันอยู่ระยะหนึ่ง ซึ่งทำให้พนักงานสอบสวนที่ไร้เส้นสายมีขวัญและกำลังใจขึ้น เพราะทุกคนสามารถเลื่อนตำแหน่งและยศด้วยตัวเองไปจนถึงพันตำรวจเอกได้ แม้จะไร้อำนาจบริหารและการปกครองตำรวจคนใดในสถานีหรือหน่วยงานแม้แต่คนเดียวก็ตาม!
แต่ในปี 2557 สายงานสอบสวนกลับถูกยกเลิกไปตามคำสั่งที่ไร้เหตุผลของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. หลังการยึดอำนาจ โดยการเสนอของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขณะนั้น
ส่งผลทำให้เกิดปัญหาและนำมาซึ่งความระส่ำระสาย พนักงานสอบสวนทุกระดับเสียขวัญและกำลังใจอย่างร้ายแรง!
อย่างไรก็ดี การกลับมาทำให้พนักงานสอบสวนเป็นตำแหน่งเลื่อนไหลเช่นเดิมและเพิ่มรายได้ หาใช่วิธีแก้ปัญหาตำรวจ ‘หนีงานสอบสวน’ ที่แท้จริงแต่อย่างใด?เพราะปัจจุบันหากนับเฉพาะรายได้ทั้งเงินเดือนพนักงานสอบสวนจบใหม่ 15,000 และค่าตำแหน่งสอบสวนระดับรองสารวัตรอีก 12,000 ก็รวมเป็น 27,000 แล้ว ซ้ำยังมีเงินค่าตอบแทนการสอบสวนตามจำนวนคดีอีกเฉลี่ยประมาณ 3,000-5,000 รวมทั้งหมดก็ไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท มากกว่าคนจบปริญญาตรีไม่ว่าสาขาใดทำงานในบริษัทเอกชนด้วยซ้ำ!
ฉะนั้น การเพิ่มเงินให้พนักงานสอบสวนไม่ว่ารูปแบบใดและมากอีกเท่าใด ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาตำรวจหนีงานสอบสวนอยากไปทำหน้าที่อื่นไม่ว่างานสืบสวนหรือจราจรได้!
สาเหตุสำคัญที่ตำรวจส่วนใหญ่ไม่อยากเป็นพนักงานสอบสวนไม่ว่าจะเพิ่มเงินให้มากเท่าใดก็คือ ‘การไม่มีความเจริญก้าวหน้าและไร้อนาคต’ เช่นตำรวจสายงานอื่น
แต่ละคนไม่ว่าจะทำงานสอบสวนนานแค่ไหน เขาก็ไม่ให้เป็น ‘หัวหน้าพนักงานสอบสวน’ หัวหน้าสถานีตำรวจ เพียงเปิดโอกาสให้ได้เลื่อนยศแต่ทำงานเดิมไปเรื่อยๆ โดยไม่มีอำนาจปกครองบังคับบัญชาให้คุณให้โทษตำรวจคนใดในสถานีได้แม้แต่คนเดียว!
ปัจจุบัน ‘หัวหน้าพนักงานสอบสวน’ คือหัวหน้าสถานีไม่จำเป็นต้องมีคุณวุฒิปริญญาทางกฎหมาย แต่สามารถใช้อำนาจสั่งพนักงานสอบสวนให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ได้แม้จะผิดกฎหมาย เช่น ไม่ให้รับคำร้องทุกข์รับคดีจากผู้เสียหายง่ายๆ เพื่อคุมไม่ให้ท้องที่มีสถิติอาชญากรรมสูงขึ้น
สร้างความอึดอัดใจให้กับพนักงานสอบสวนผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
การทำงานก็เต็มไปด้วยระเบียบและคำสั่งต่างๆ ของผู้บังคับบัญชาระดับต่างๆ มากมายจนจดจำกันไม่หวาดไม่ไหว โดยเฉพาะคำสั่งที่ 419/2556 ที่ออกโดยตำรวจผู้ใหญ่ผู้ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย มีถึง 61 หน้าและผนวกต่างๆ อีก 193 หน้า ทำให้เกิดปัญหาและความยุ่งยากในการทำงานมากมาย และบางเรื่องก็ขัดต่อกฎหมาย เช่น การห้ามไม่ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอ ตามที่ขอไปตรวจสอบตามข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยปี 2523
การที่งานสอบสวนขาดการตรวจสอบจากภายนอกโดยพนักงานอัยการหรือแม้แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอตามข้อบังคับกระทรวงมหาดไทย ส่งผลทำให้ตำรวจผู้ใหญ่ที่ลุแก่อำนาจจะสั่งงานสอบสวนกันอย่างไรก็ได้แม้กระทั่งเป็นการสั่งที่มิชอบตามกฎหมาย
ทำให้พนักงานสอบสวนผู้สุจริตตกอยู่ในอันตรายอาจถูกฟ้องคดีทั้งอาญาและชดใช้ทางแพ่งได้
นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตำรวจไม่อยากเป็นพนักงานสอบสวน ไม่ใช่เรื่อง ‘เงิน’ อย่างที่ผู้มีอำนาจและคนส่วนใหญ่เข้าใจแต่อย่างใด.

ที่มา : นสพ.ไทยโพสต์ คอลัมน์ เสียงประชาชนปฏิรูปตำรวจ : ฉบับวันที่ 30 มี.ค. 2569

