ทำไม’ไทยแลนด์’จึงกลายเป็น’ดินแดนยาเสพติด’!

ทำไม‘ไทยแลนด์’จึงกลายเป็น’ดินแดนยาเสพติด’!

         

            พันตำรวจเอกวิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

       

กรณีมีเหตุการณ์ แอร์โฮสเตสสาวการบินไทย ได้ถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำสนามบินเมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย ตรวจพบว่าขนยาเสพติดชนิดเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าผ้า 12 ใบ ที่เธอได้รับฝากมาและนำใส่ห้องเก็บสัมภาระใต้ท้องเครื่องบินทำให้ถูกจับกุมดำเนินคดี

ซึ่งเธอรับสารภาพเรื่องการรับฝากว่าได้ค่าจ้าง 8,800 บาท และรู้ดีว่าเป็นการทำผิดกฎและระเบียบบริษัท แต่ปฏิเสธว่าไม่มีเจตนาขนยาเสพติด เพราะได้เปิดกระเป๋าตรวจดูแล้วทุกใบไม่พบว่ามีการซุกซ่อนยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมายอะไรเอาไว้

ประเด็นเรื่องเธอมีเจตนาขนยาเสพติดหรือไม่ หรือแท้จริงเป็น ‘เหยื่อ’ ถูก ‘หลอกใช้’ ไม่ได้ยากต่อการพิสูจน์ ไม่ว่าจะด้วยวัตถุพยานและหลักฐานแวดล้อมต่างๆ เช่น ‘เงินค่าจ้าง’ จำนวนเท่านั้น ถ้าจริง ก็คงไม่ใช่เพื่อการขนยาเสพติดที่มีโทษร้ายแรงทั้งในไทยและประเทศออสเตรเลียเป็นแน่

แต่แรกเกิดเหตุการณ์ใครๆ ก็วิจารณ์กันว่า เธอคงต้องติดคุกหลายสิบปี เพราะออสเตรเลียมีกฎหมายที่เข้มงวดเรื่องยาเสพติดอย่างมาก!

ก็อยากบอกว่า กรณีนี้เธอยังโชคดีที่ถูกตรวจพบในประเทศออสเตรเลียเนื่องจากเขามีกระบวนการยุติธรรมที่ยึดหลักการอันเป็นมาตรฐานสากลอย่างมั่นคง ‘ไม่ตีขลุมมั่วๆ’ เหมือนประเทศไทย ที่พบว่าใครมียาเสพติดไว้ในความครอบครองไม่ว่าจะพบที่ตัว ที่บ้าน หรือยานพาหนะ ส่วนใหญ่แทบไม่มีใครรอดคุก โดยเฉพาะในขั้นตอนการสั่งฟ้องของอัยการ ไม่ว่าจะมีเจตนาต่อการกระทำนั้นหรือไม่!

ต่างไปจากประเทศออสเตรเลียที่บุคคลผู้จะถูกศาลพิพากษาลงโทษทางอาญาได้ อัยการจะเป็นผู้มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานไปแสดงต่อศาลและ พิสูจน์จนสิ้นสงสัย ว่าบุคคลมีเจตนาในการกระทำความผิดอาญานั้น

ไม่ใช่หน้าที่ของเธอที่จะต้องขวนขวายหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเหมือนกระบวนการยุติธรรมประเทศไทย!

จากเหตุการณ์นี้ นายกรัฐมนตรีบอกว่า ทำให้ประเทศไทยได้รับความเสียหายและอับอายในสายตาชาวโลกอย่างมาก จะต้องมีการยกเครื่องระบบการจัดการปัญหายาเสพติดของประเทศครั้งใหญ่!

ก็อยากบอกว่า ยาเสพติดทุกชนิดส่วนใหญ่ไม่ได้ผลิตในประเทศไทย แต่ถูกขนมาจากประเทศใกล้ติดชายแดนแทบทั้งสิ้น

ปัญหาก็คือ แล้วมันผ่านการตรวจตราของตำรวจ โดยเฉพาะ ‘ด่านตรวจ’ ต่างๆ ซึ่งตั้งอยู่มากมายบนทางหลวงแทบทุกสายตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศไปได้อย่างไร?

และต่อปัญหายาเสพติด ‘หน่วยงานใด’ และ ‘ใคร’ คือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในทุกระดับกันแน่ ตั้งแต่ระดับชาติ จังหวัดไปจนถึงอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน

บ้างก็บอกผู้ว่าฯ คือผู้มีหน้าที่ คำถามก็คือ แล้วปัจจุบันผู้ว่าราชการจังหวัดในประเทศไทยมีอำนาจอะไรในการไปสั่งหัวหน้าหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัด ทั้งการป้องกันและปราบปรามจับกุมยาเสพติดหรือแม้แต่การรักษากฎหมายในจังหวัด

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘หน่วยงานตำรวจ’ ที่ปัจจุบันเหมือนองค์กรอิสระในจังหวัด ผู้บังคับการที่เป็นหัวหน้าตำรวจจังหวัดไม่จำเป็นต้องทำตามคำสั่งของใครในจังหวัดแม้แต่ผู้ว่าฯ

หลายจังหวัดผู้บังคับการไม่เคยเข้าประชุมประจำเดือนหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดที่ผู้ว่าฯ เป็นประธานเลยก็มี

รวมไปถึงหัวหน้าสถานีตำรวจส่วนใหญ่ก็ไม่เข้าประชุมหัวหน้าส่วนราชการอำเภอที่มีนายอำเภอเป็นประธานด้วย เพราะไม่ต้องการรับรู้ปัญหาอะไรที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนในจังหวัดและอำเภอ เช่น ปัญหาบ่อนการพนันและแหล่งอบายมุขผิดกฎหมายที่เป็นสาเหตุของการเสพและขายยาเสพติด!

ความสำเร็จในการแก้ปัญหายาเสพติดไม่ใช่คอยนับว่าเดือนนี้ปีนี้จับของกลางได้จำนวนมากเท่าใด ไม่ว่าจะเป็นยาบ้า ไอซ์หรือแม้แต่เฮโรอีน

แต่อยู่ที่ ‘ราคายาเสพติด’ ว่าแต่ละชนิดแพงขึ้นมากน้อยเท่าใด นั่นคือตัวชี้วัดความสำเร็จที่แท้จริง!

รัฐบาลจะไม่มีทางแก้ปัญหายาเสพติดทุกชนิดได้อย่างแท้จริง หากไม่สร้าง ‘เอกภาพการบังคับบัญชา’ ต่อการแก้ปัญหาในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชาติไปจนถึงจังหวัดและอำเภอ

ทุกวันนี้เมื่อมีปัญหายาเสพติดเกิดขึ้น ประชาชนไม่รู้ว่าหน่วยงานใดและใครเป็นผู้รับผิดชอบกันแน่

เพราะมีผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ควบคุมผู้ว่าราชการจังหวัดไปจนถึงนายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่ควบคุมสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ควบคุมกองบัญชาการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

รวมทั้งตำรวจทุกหน่วยตั้งแต่กองบัญชาการพื้นที่ไปจนถึงสถานีตำรวจในทุกอำเภอ?.

ที่มา:  นสพ.ไทยโพสต์ คอลัมน์ เสียงประชาชนปฏิรูปตำรวจ : ฉบับวันที่ 6 ก.ค. 2569

 

About The Author