ชะลอใบต่อทะเบียน บังคับจ่ายใบสั่ง ริดรอนสิทธิ์ ลบล้าง ‘หลักผู้บริสุทธิ์’ แนะฟ้องต่อศาลปกครอง-ศาลรธน.วินิจฉัย
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา(สว.) เผยแพร่บทความ เรื่อง “ชะลอใบต่อทะเบียน บังคับจ่ายใบสั่ง” : มาตรการกวดขันวินัยจราจร หรือ การริดรอนสิทธิ์บนความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง? มีเนื้อหาดังนี้
การเริ่มต้นบังคับใช้มาตรการเชื่อมโยงข้อมูลค้างชำระใบสั่งจราจรระหว่าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ กรมการขนส่งทางบก ในวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของรัฐบาลในการงัดมาตรการเด็ดขาดมาแก้ปัญหา “ใบสั่งไร้ความหมาย” ที่เรื้อรังมานาน
หากผู้ขับขี่ค้างชำระค่าปรับ แม้จะยังชำระภาษีประจำปีได้ แต่จะได้รับเพียง “ใบเสร็จชั่วคราว 30 วัน” โดยรัฐจะ “ระงับการออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี (ป้ายวงกลม)” จนกว่าจะเคลียร์ค่าปรับทั้งหมด หากพ้น 30 วันแล้วยังนำรถไปใช้ จะถูกปรับเพิ่มในข้อหาไม่ติดป้ายภาษีสูงสุดอีก 2,000 บาท
แม้เจตนา อารมณ์ของรัฐจะมุ่งสร้างวินัยจราจร แต่หากพิเคราะห์ผ่านเลขาธิการกฎหมายและหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง มาตรการนี้กลับสร้าง
“คำถามเชิงโครงสร้าง” ที่แหลมคม 5 ประการ ซึ่งรัฐบาลยังไม่สามารถให้คำตอบที่กระจ่างชัดได้:
1. การลบล้าง “หลักผู้บริสุทธิ์”: เมื่อใบสั่งตำรวจมีอำนาจเหนือศาล?
ตามหลักนิติรัฐ ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด (Presumption of Innocence) แต่การออกใบสั่งจราจรเป็นเพียง “การกล่าวหาฝ่ายเดียว” โดยเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือระบบกล้องตรวจจับ
คำชี้แจงของรัฐ : รัฐอ้างว่ามีช่องทางให้ประชาชนโต้แย้งใบสั่งออนไลน์หรือแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาได้ และระหว่างโต้แย้ง อายัดจะถูกชะลอไว้
โจทย์ที่ยังไม่ตอบ : ในความเป็นจริง กระบวนการโต้แย้งของไทยยังมีภาระพิสูจน์ที่ซับซ้อนและสร้างภาระให้แก่ประชาชนเกินสมควร ประชาชนส่วนใหญ่จำใจต้องจ่ายค่าปรับเพียงเพราะ “ต้องการป้ายภาษีไปทำงาน” การนำมาตรการทางปกครองมาบีบบังคับเช่นนี้ เท่ากับรัฐได้สรุปความผิดและตัดสินลงโทษล่วงหน้า โดยตัดข้ามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาไปโดยสิ้นเชิงหรือไม่?
2. การเอารายได้ภาษีเป็นตัวประกัน : การใช้อำนาจข้ามขอบเขต (Unrelated Burden)
ในทางกฎหมายปกครอง มีหลักการสำคัญคือ “ห้ามผูกเงื่อนไขที่ไม่เกี่ยวข้องกัน” การเสียภาษีรถยนต์ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ มีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดเก็บรายได้บำรุงทางและควบคุมมาตรฐานยานพาหนะ ส่วนค่าปรับจราจรเป็นมาตรการบังคับทางอาญาเฉพาะบุคคล
คำชี้แจงของรัฐ : รัฐระบุว่าได้แก้ไข พ.ร.บ.จราจรทางบก (มาตรา 141/1) ให้อำนาจเชื่อมโยงข้อมูลไว้อย่างถูกต้องตามกระบวนการนิติบัญญัติแล้ว
โจทย์ที่ยังไม่ตอบ : การออกกฎหมายให้อำนาจ ไม่ได้แปลว่ากฎหมายนั้นชอบด้วยหลักนิติธรรม
การนำหน้าที่ทางภาษีมาผูกติดกับโทษทางจราจร คือการใช้ “ภาษีเป็นตัวประกัน” รัฐรับเงินภาษีไปแล้ว แต่ปฏิเสธการออกหลักฐานการชำระฉบับจริง เพื่อใช้อำนาจปรับซ้ำสองฐานไม่ติดป้ายภาษี นี่คือการสร้างเงื่อนไขซ้ำซ้อนและเป็นการใช้อำนาจฝ่ายปกครองที่ล้ำเส้นเกินขอบเขตหรือไม่?
3. ความรับผิดเฉพาะบุคคล vs. ภาระของเจ้าของรถ
หลักกฎหมายอาญายึดถือความรับผิดเฉพาะบุคคล (Personal Liability) ผู้ใดกระทำผิด ผู้นั้นต้องรับโทษ แต่ระบบกล้องตรวจจับในปัจจุบันจับภาพเฉพาะ “ทะเบียนรถ” ไม่ใช่ “ใบหน้าผู้ขับขี่”
คำชี้แจงของรัฐ : กฎหมายให้ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นตกอยู่กับเจ้าของรถ หากไม่ได้เป็นคนขับ สามารถแจ้งชื่อ-ที่อยู่ของผู้ขับขี่จริงต่อเจ้าพนักงานภายในเวลาที่กำหนดได้
โจทย์ที่ยังไม่ตอบ : หากเป็นกรณีรถเช่า รถองค์กร หรือกรณีผู้ขับขี่เป็นบุคคลในครอบครัวที่ปฏิเสธความรับผิด ภาระในการตามตัวและภาระทางเอกสารกลับตกอยู่กับเจ้าของรถทั้งหมด การลงโทษเจ้าของรถซึ่งอาจไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดจริง จึงเป็นการลงโทษที่คลุมเครือและละเมิดสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินอย่างเด่นชัด
4. ช่องว่างการทุจริต : อำนาจหน้างานที่สูงขึ้นของเจ้าหน้าที่
เมื่อโทษของการได้รับใบสั่งรุนแรงถึงขั้นกระทบต่อการใช้รถในชีวิตประจำวัน (เนื่องจากต่อภาษีไม่ได้) “อำนาจในการเจรจา” ของเจ้าหน้าที่ย่อมเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
คำชี้แจงของรัฐ : รัฐพยายามชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันใช้ระบบกล้องอัตโนมัติและระบบ e-Ticket ซึ่งบันทึกข้อมูลเข้าฐานข้อมูลกลางโดยตรง ป้องกันการแก้ไขหรือลบใบสั่ง
โจทย์ที่ยังไม่ตอบ : การกวดขันวินัยจราจรในประเทศไทยไม่ได้มาจากกล้อง 100% ด่านตรวจและการใช้ดุลพินิจหน้างานของเจ้าหน้าที่ตำรวจยังมีอยู่มาก การเพิ่มแรงกดดันทางภาษีอาจกลายเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการเรียกรับ “เงินนอกระบบ” หน้างานเพื่อแลกกับการไม่ออกใบสั่ง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาหนึ่งแต่กลับไปเพิ่มอีกปัญหาหนึ่งให้รุนแรงขึ้น
5. ยิงไม่ตรงเป้า: มาตรการนี้ลดอุบัติเหตุได้จริง หรือแค่ “เกาไม่ถูกที่คัน”?
ข้ออ้างหลักของรัฐบาลในการเค้นใช้มาตรการนี้ คือการมุ่งหวังให้เกิดการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างสถิติตามความเป็นจริง กลับพบความย้อนแย้งอย่างร้ายแรง
ความจริงเชิงสถิติ : อุบัติเหตุและการเสียชีวิตบนท้องถนนในประเทศไทย มากกว่า 75–80% เกิดจากรถจักรยานยนต์ และจุดเกิดเหตุส่วนใหญ่อยู่บนถนนสายรองหรือถนนในชุมชนชนบท
โจทย์ที่ยังไม่ตอบ : ใบสั่งจราจรที่ถูกส่งเข้าระบบอายัดทะเบียนส่วนใหญ่ มาจากกล้องตรวจจับความเร็วบนทางหลวงหรือเมืองใหญ่ ซึ่งเป็น “รถยนต์ 4 ล้อขึ้นไป” ในขณะที่กลุ่มเสี่ยงสูงที่สุดอย่างจักรยานยนต์ในชนบทจำนวนมาก กลับมีอัตราการไม่ต่อภาษีและไม่มีทะเบียนถูกต้องอยู่แล้ว มาตรการนี้จึงแทบไม่มีผลบังคับใช้กับกลุ่มต้นเหตุหลักของอุบัติเหตุเลย แล้วรัฐบาลจะอ้างว่ามาตรการนี้ลดอุบัติเหตุได้อย่างไร?
หากรัฐบาลต้องการลดอุบัติเหตุอย่างแท้จริง มาตรการที่ควรทำคือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การปรับปรุงกายภาพถนนให้ปลอดภัย (Forgiving Roads), การยกระดับมาตรฐานการสอบใบอนุญาตขับขี่, การกวดขันเรื่องเมาแล้วขับและหมวกนิรภัยในระดับชุมชน รวมถึงการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดการใช้รถจักรยานยนต์
ข้อเสนอแนะ: หากรัฐบาลตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ ควรทำอย่างไร?
หากมาตรการวันที่ 1 สิงหาคม 2569 นี้ ถูกบังคับใช้โดยที่รัฐบาลยังไม่สามารถลบข้อสงสัยด้านความเป็นธรรม สิทธิมนุษยชน และนิติรัฐได้ ภาคประชาชนและสถาบันทางสังคมมีทางออกในการตอบโต้ตามกลไกประชาธิปไตย ดังนี้:
การรวมตัวฟ้องต่อศาลปกครอง : ประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อน หรือ องค์กรผู้บริโภค สามารถยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลสั่งเพิกถอนประกาศหรือกฎกระทรวงดังกล่าว ด้วยเหตุผลว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตแห่งกฎหมาย (Ultra Vires) และสร้างภาระแก่ประชาชนเกินสมควร (Unproportionate Burden)
การส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย: ผ่านช่องทางผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือศาลปกครอง เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มาตรา 141/1 แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญในประเด็นสิทธิในทรัพย์สิน และหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์หรือไม่
การใช้อำนาจผ่านฝ่ายนิติบัญญัติ: สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ควรเปิดยื่นญัตติด่วนเพื่อทบทวน พ.ร.บ.จราจรทางบก ปรับเปลี่ยนมาตรการบังคับคดีจากการอายัดป้ายภาษี ไปเป็นการบังคับคดีทางแพ่งหรือปรับทางปกครองตามขั้นตอนปกติที่ไม่กระทบต่อสิทธิการใช้ยานพาหนะ
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากองค์กรอิสระ : คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และสภาผู้บริโภค ควรออกข้อเสนอแนะเชิงนโยบายอย่างเป็นทางการเพื่อกดดันให้ ครม. ชะลอและปรับปรุงมาตรการให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรมสากล
ความลงท้าย:
การสร้างวินัยจราจรเป็นสิ่งจำเป็น แต่ความปลอดภัยบนท้องถนนจะเกิดขึ้นไม่ได้บนฐานของการละเมิดหลักนิติรัฐ หากรัฐบาลเลือกใช้วิธีรวบรัดด้วยการยึดป้ายภาษีเป็นตัวประกัน นอกจากจะไม่สามารถแก้ปัญหาอุบัติเหตุได้อย่างตรงจุดแล้ว ยังเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของประเทศอย่างน่าเสียดาย

