‘อ.นิติศาสตร์ มธ.’ เผยโทษประหารเหลือเพียง 54ประเทศ ชี้ไม่ได้ทำให้อาชญากรรมลดลง กังขาระบบยุติธรรมน่าเชื่อถือหรือไม่

อ.นิติศาสตร์ มธ. เผยประเทศส่วนใหญ่ในโลกยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้ว เหลือเพียง 54 ประเทศหรือประมาณ 27% ยันเมื่อทำผิดต้องถูกลงโทษให้สาสมกับความผิดหรือได้สัดส่วน ต่อให้การประหารชีวิตผู้กระทำความผิดไม่ได้ทำให้อาชญากรรมลดลง ย้อนถามระบบยุติธรรมของเรามีความน่าเชื่อถือเป็นธรรมหรือไม่

สืบเนื่องจากคดีนายฑนา เกิดทอง หรือ ไอ้ป๋อง อายุ 43 ปี ฆ่าฝังดิน 2 พี่น้องชาวรัสเซีย และ 3 พ่อแม่ลูกชาวไทย ในพื้นที่ สภ.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี และมีเสียงเรียกร้องให้มีการลงโทษประหารชีวิต เพื่อไม่ให้ออกมาก่อเหตุซ้ำอีก

ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอาญาและสิทธิมนุษยชน เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า

ผมแชร์มุมมองเรื่องโทษประหารชีวิต ดังนี้

1. ประเทศส่วนใหญ่ในโลกเป็น Abolitionist คือยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้ว เหลือเพียง 54 ประเทศ หรือเพียงประมาณ 27% ที่ยังคงมีการใช้โทษประหารชีวิต (Retentionist) อยู่

2. แต่เราต้องไม่ลืมว่า ขนาดของประชากรแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ในบรรดา 10 ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในปัจจุบัน มีเพียงบราซิล ซึ่งยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดทั่วไป และรัสเซีย ซึ่งระงับการประหารชีวิตมาเป็นเวลานาน ที่ไม่อยู่ในกลุ่ม retentionist ส่วนอีก 8 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย จีน สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย ปากีสถาน ไนจีเรีย บังกลาเทศ และเอธิโอเปีย ยังคงมีโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดทั่วไป ทำให้ประชากรประมาณสองในสามของโลกยังเป็นประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศที่ยังมีโทษประหารชีวิต

3. ในเชิง “กฎหมายสิทธิมนุษยชน” ที่มีผลผูกพันประเทศไทย (กฎหมายสิทธิมนุษยชนมีหลายระดับ) การประหารชีวิตไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องห้ามโดยเด็ดขาด แต่ก็มีเงื่อนไขการใข้อยู่หลายประการ ซึ่งน่าคิดว่าประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามได้ทุกข้อหรือไม่ ได้แก่

3.1 ต้องใช้โทษประหารชีวิตกับอาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุด (most serious crime) เท่านั้น โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) ซึ่งเป็นกลไกประจำ ICCPR ให้ความเห็นว่า most serious crime หมายถึงการฆ่าคนตายโดยเจตนาเท่านั้น ไม่รวมถึงความผิดฐานอื่น ๆ เช่น การทุจริต การค้ายาเสพติด หรือการข่มขืนที่ทำให้ผู้เสียหายเสียชีวิตโดยที่ผู้กระทำไม่มีเจตนาฆ่า แต่กฎหมายของประเทศไทยยังคงกำหนดระวางโทษประหารชีวิตกับความผิดในกลุ่มนี้อยู่ แม้ในระยะหลังจะมีการลดจำนวนฐานความผิดลง และไม่ปรากฏว่ามีการบังคับใช้โทษประหารชีวิตกับผู้กระทำผิดกลุ่มนี้จริง ๆ ก็ตาม

3.2 ต้องให้สิทธิจำเลยในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ (fair trial) เช่น ต้องสามารถอุทธรณ์ไปยังศาลที่สูงขึ้นได้ มีทนายความ ได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ (presumption of innocence) พยานหลักฐานต้องพิสูจน์จนสิ้นสงสัยว่าจำเลยกระทำผิดจริง รวมทั้งต้องไม่ประหารเด็กหรือหญิงมีครรภ์ ซึ่งในเรื่องนี้ หลักการของกฎหมายไทยได้รับประกันสิทธิเหล่านี้ไว้ครบถ้วน ส่วนประสิทธิภาพในทางปฏิบัติเป็นรื่องที่อาจต้องแยกบทสนทนาออกไป

3.3 เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ประหารชีวิตแล้ว ต้องไม่ให้ผู้ต้องขังรอนานเกินสมควร เพราะการรอโดยไม่รู้ว่าจะถูกประหารชีวิตเมื่อไหร่ ถือเป็นการรอความตายที่สร้างความทุกข์ทรมาน (death row phenomenon) ซึ่งการรอนานเกิน 3-5 ปี อาจถือได้ว่ารัฐกระทำการที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรมต่อนักโทษประหาร ในบางประเทศ จึงมีหลักการว่า หากรอนานเกินไปให้ถือเป็นความผิดพลาดของรัฐ และต้องลดโทษลงเหลือเพียงจำคุกตลอดชีวิต

3.4 วิธีการประหารชีวิตต้องมีมนุษยธรรม คือไม่สร้างความเจ็บปวดทรมานเกินความจำเป็น และต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้น การประหารในที่สาธารณะ หรือการแขวนคอในลักษณะที่ทำให้ขาดอากาศหายใจอย่างช้า ๆ จึงไม่สามารถทำได้ แต่หากเป็นการแขวนคอด้วยวิธีที่ทำให้กระดูกคอหักและเสียชีวิตทันที ถือว่ายังอยู่ในวิสัยที่ทำได้

4. ในส่วนของทฤษฎีการลงโทษ ผมไม่ให้น้ำหนักกับผลลัพธ์เชิงข่มขู่ยับยั้ง (deterrence) มากนัก ไม่ใช่แค่เฉพาะกับโทษประหารชีวิต แต่รวมถึงโทษอื่น ๆ ด้วย แน่นอนว่าการลงโทษหรือข่มขู่มันคงมีผลเชิงห้ามปรามอยู่บ้าง แต่ในช่วงเวลาวิกฤตหรือเผชิญเหตุการณ์เฉพาะหน้า ผมไม่เชื่อว่าผู้กระทำผิด โดยเฉพาะในกลุ่มอาชญากรรมทั่วไป (street crime) จะเป็นคนที่มีเหตุมีผล (rational being) ถึงขั้นมานั่งชั่งน้ำหนักว่า หากกระทำผิดแล้วจะต้องเผชิญกับโทษที่รุนแรงเพียงใด

แต่ผมเชื่อในหลักความสมควรแห่งโทษ (just deserts) นั่นคือเมื่อคุณทำผิด คุณก็ต้องถูกลงโทษให้สาสมกับความผิด (สาสมในที่นี้แปลว่าได้สัดส่วนกับความร้ายแรงของผลและการกระทำที่น่าตำหนิ ไม่ใช่การลงโทษแบบสาแก่ใจ)

ดังนั้น ต่อให้การประหารชีวิตผู้กระทำความผิดไม่ได้ทำให้อาชญากรรมลดลงหรือไม่สามารถข่มขู่บุคคลอื่นได้ สำหรับผม นั่นก็ไม่ใช่คำถามชี้ขาด แต่หลักความสมควรแห่งโทษจะรองรับโทษประหารชีวิตได้ก็ต่อเมื่อความผิดและระดับความน่าตำหนิของผู้กระทำร้ายแรงถึงระดับนั้นจริง ๆ และศาลได้พิจารณาเป็นรายกรณีแล้ว ไม่ใช่ลงโทษโดยอัตโนมัติ

แต่ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ว่า

1. เรามั่นใจจริง ๆ ใช่ไหมว่าเขาผิดจริง เพราะเมื่อเขาตายไปแล้ว เราไม่สามารถชุบชีวิตเขาขึ้นมาเพื่อกล่าวคำขอโทษได้

2. เราใช้โทษนี้กับความผิดที่รุนแรงและเหมาะสมที่จะต้องประหารจริง ๆ ใช่ไหม หากเป็นการฆ่าคนตายโดยเจตนา ผมเห็นด้วยว่ารุนแรงเพียงพอ แต่หากเป็นการทุจริตหรือการค้ายาเสพติด ผมมองว่ายังไม่ถึงขั้นนั้น

3. เราปล่อยให้เขารอรับโทษนานเกินไป หรือประหารด้วยวิธีการที่โหดร้ายทารุณเกินไปหรือไม่
ผมไม่ได้เชียร์ให้ประหารชีวิต และก็ไม่ได้ต่อต้านโทษประหารชีวิตทุกกรณี แต่สำหรับผม การถกเถียงเรื่องโทษประหารชีวิตไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงคำถามว่าโทษนี้ช่วยลดอาชญากรรมหรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดสมควรตายหรือไม่ แต่ต้องถามด้วยว่า ระบบยุติธรรมของเรามีความน่าเชื่อถือ เป็นธรรม และถูกจำกัดด้วยหลักกฎหมายมากพอที่จะมอบอำนาจซึ่งไม่อาจแก้ไขย้อนหลังเช่นนี้ให้แก่รัฐหรือไม่

นี่คือกรอบที่ผมคิดว่าเราควรใช้พูดคุยและถกเถียงเรื่องโทษประหารชีวิตในประเทศไทยครับ

ประเด็นของเรื่องไม่ได้อยู่ที่ประหารชีวิตหรือไม่ (การประหารชีวิตทำได้ภายใต้เงื่อนใด ผมอธิบายไปแล้วในโพสต์ที่แล้ว) แต่ประเด็นของเรื่องคือเรามีกระบวนการยุติธรรมที่ยังไม่ปล่อยให้คนที่ไม่สมควรได้รับโอกาสครั้งที่สองมีโอกาสกลับคืนสู่สังคมไปทำอันตรายคนอื่น ทั้งที่เค้าควรถูกตัดขาดจากสังคมตลอดไป หรือจนกว่าจะหมดอันตราย

ถ้าคนทำผิดรุนแรงถูกจำคุกไปตลอดชีวิต ตราบใดที่เจ้าตัวยังมีความเสี่ยงกับสังคมอยู่ ปัญหาเรื่องออกมากระทำความผิดซ้ำจะไม่เกิด
เรามีทั้งการลดโทษ อภัยโทษ พักโทษ ลดวันต้องโทษ
เดิมการอภัยโทษจะอนุญาตให้อภัยโทษแล้วอภัยโทษได้อีก
ต่อมากฎหมายไม่อนุญาตให้อภัยโทษหรืออภัยโทษได้อย่างจำกัด ในบางฐานความผิด เช่นค้ายาเสพติด

ต่อมา (2564) กฎหมายตัดสิทธิผู้ที่ “เคย” ได้รับการอภัยโทษลดจากโทษประหารชีวิตเหลือจำคุกตลอดชีวิตมาแล้วอย่างเด็ดขาด คือไม่ได้ลดซ้ำ

ต่อมา (2568) กฎหมายผ่อนปรนว่าถ้าได้รับอภัยโทษลดโทษจากประหารชีวิตเหลือจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จะได้รับอภัยโทษลดโทษซ้ำ ต้องรับโทษอย่างน้อย 15 ปี และลดโทษแค่ 1/8

นอกจากอภัยโทษ กฎหมายยังมีเรื่องการลดวันต้องโทษ (1 เดือน ลดได้สูงสุด 5 วัน ปีหนึ่งก็ลดได้ 60 วัน) และมีเรื่องพักการลงโทษ คือให้ออกก่อนรับโทษครบ

ปัญหาคงเกิดจากหลายปัจจัย อาจเพราะเราประเมินแล้วว่าเค้าปลอดภัยแล้ว อาจเพราะเรามีทรัพยากรไม่พอ หรืออาจเพราะเหตุอื่น ๆ

ผมไม่ได้โทษว่าราชทัณฑ์ทำไม่ดี จริง ๆ ภายใต้ข้อจำกัดทางทรัพยากร ราชทัณฑ์ทำได้ขนาดนี้ก็ไม่แย่แล้ว อัตราการกระทำผิดซ้ำภาพรวมต่ำกว่าร้อยละ 30 โดยส่วนใหญ่เป็นความผิดยาเสพติด ขณะที่ความผิดเกี่ยวกับชีวิตร่างกายราชทัณฑ์ก็แก้ไขฟื้นฟูจนมีผู้กระทำผิดซ้ำประมาณร้อยละ 5
เพียงแต่เสนอว่า

1. กฎหมายมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ (JSOC) มาตรา 28 ควรกำหนดให้ควบคุมตัวผู้กระทำความผิดรุนแรงไว้ได้จนกว่าจะหมดความเสี่ยง

2. การเสนออภัยโทษคนที่ฆ่าคนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ทารุณโหดร้าย ฆาตกรต่อเนื่อง (serial killer) หรือพวก psychopath ควรต้องมีเกณฑ์ที่เข้มงวดกว่าการอภัยโทษความผิดอื่น ๆ ในทำนองเดียวกันกับความผิดยาเสพติด หรือเข้มงวดกว่า

3. รัฐบาลควรเลิกความผิดอาญาที่ไม่ใช้ truly criminal พวกความผิดเกี่ยวกับการควบคุม regulatory offences, welfare offences หรือพวกที่กระทบชื่อเสียง อย่างหมิ่นประมาท ดูหมิ่น ให้ไปเป็นพินัยให้หมด คุกควรเหลือไว้เฉพาะพวกที่เลวร้ายจริง ๆ ราชทัณฑ์จะได้ทุ่มทรัพยากรฟื้นฟูแก้ไข หรือกักขังคนกลุ่มนี้

4. เพิ่มเครื่องมือ ทรัพยากร ทั้งคนทั้งเงิน เทคโนโลยีให้หน่วยงานการบังคับใช้กฎหมายทั้งตำรวจ อัยการ ศาล ให้สามารถทำให้ประชาชนมั่นใจว่าคนที่ถูกลงโทษคือคนทำผิดจริงเท่านั้น จะทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมสูงสุด และลดข้อถกเถียงเรื่องการจับแพะซึ่งเป็นหนึ่งในรากฐานของการต่อต้านโทษประหารชีวิตลงไปได้

 

About The Author