‘วิรุตม์’ ชื่นชมปธ.ศาลฎีกาออกคำแนะนำให้ศาลยกฟ้องได้แต่ชั้น ‘ตรวจฟ้อง’หนุนอสส.ทำตามด้วย

อวสานการฟ้องปิดปาก ‘วิรุตม์’ ชื่นชมปธ.ศาลฎีกาออกคำแนะนำให้ศาลยกฟ้องได้แต่ชั้น ‘ตรวจฟ้อง’ ทำให้เจตนาเป็นการกลั่นแกล้งลดน้อยลงหรือหมดไป ผู้ฟ้องคดีเจตนาไม่สุจริตอาจมีความผิดฐาน ‘ฟ้องเท็จ’ หนุนอัยการสูงสุด ออกระเบียบในลักษณะเดียวกัน-รัฐสภาแก้ป.อาญา ม.330

เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2569  สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ที่ผ่านมา นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ได้ลงนามคำแนะนำต่อการดำเนินคดีอาญาโดยไม่สุจริตเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับศาลโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้กระบวนการศาลถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งและจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน โดยให้ตรวจสอบการใช้สิทธิฟ้องคดีที่อาจเป็นการกลั่นแกล้ง มุ่งสร้างภาระแก่คู่ความอย่างไม่สมควร โดยได้กำหนดลักษณะการฟ้องคดีที่เข้าข่ายไม่สุจริตไว้ดังนี้
1. การฟ้องคดีที่มีลักษณะก่อกวน ข่มขู่ คุกคามหรือสร้างความเดือดร้อนแก่จำเลย
เกินสมควร
2. การใช้การดำเนินคดีกดดันให้คู่ความกระทำหรือละเว้นการกระทำเพื่อประโยชน์อันมิชอบ
3. การอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ บิดเบือนหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญต่อศาล

นอกจากนี้ ยังได้กำหนดพฤติการณ์ที่พึงถือเป็นเหตุอันควรสงสัยว่ามีการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เพื่อให้ศาลใช้ดุลพินิจตรวจสอบได้อย่างรอบคอบ อาทิ การยื่นฟ้องคดีในศาลที่อยู่ห่างไกลจากภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำงานของจำเลยโดยไม่มีเหตุจำเป็น, การฟ้องคดีหลายคดีจากข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์เดียวกันเพื่อสร้างภาระในการต่อสู้คดี, รวมถึงการฟ้องบุคคลที่ใช้สิทธิตามกฎหมายหรือแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การปกป้องสิทธิมนุษยชนทรัพยากรธรรมชาติสิทธิผู้บริโภค สิทธิแรงงาน หรือการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบ โดยให้ศาลสามารถใช้อำนาจตาม ป.วิ อาญา มาตรา 161/1 ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน หากปรากฏชัดแจ้งว่าการฟ้องคดีเป็นไปโดยไม่สุจริต ศาลมีอำนาจสั่งยกฟ้องได้ตั้งแต่ในชั้นตรวจฟ้อง หรือดำเนินการไปพร้อมกับการไต่สวนมูลฟ้อง เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีหรือ เจ้าพนักงานศาลช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงได้

พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) กล่าวว่า นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ประธานศาลฎีกาได้เห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชนจากการฟ้องคดีที่ไม่สุจริตมีเจตนากลั่นแกล้งหรือแม้กระทั่งปิดปากประชาชนที่วิจารณ์การทำงานของผู้มีอำนาจหรือการทุจริตประพฤติมิชอบของหน่วยงานและเจ้าพนักงานรัฐต่างๆ

“ซึ่งคำแนะนำนี้จะทำให้การฟ้องคดีอาญาที่มีเจตนาเป็นการกลั่นแกล้งประชาชนลดน้อยลงหรือหมดไป เพราะขืนฟ้องไปศาลก็จะสั่งไม่รับฟ้อง คนถูกฟ้องไม่ต้องเดือดร้อนเสียเวลาไปศาลในชั้นการไต่สวนมูลฟ้อง ศาลก็ไม่เป็นภาระในการพิจารณาคดีที่ไม่มีมูลกระทำผิด รวมทั้งผู้ฟ้องคดีที่มีเจตนาไม่สุจริตอาจมีความผิดฐาน ‘ฟ้องเท็จ’ ด้วย”

พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าวอีกว่า นอกจากนั้นยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังอัยการให้มีความกล้าหาญในการสั่งไม่ฟ้องคดีประเภทเดียวกันนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการถูกตำรวจออกหมายเรียกเป็นผู้ต้องหา ต้องเสียเวลาไปต่อสู้คดีในชั้นศาลโดยไม่จำเป็นและไม่เป็นธรรม ทำให้ผู้คนไม่กล้าแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นที่ผ่านมา

“ซึ่งถ้าจะให้ดี ‘อัยการสูงสุด’ ควรออกระเบียบหรือคำแนะนำในลักษณะเดียวกันกับประธานศาลฎีกานี้ เพราะยังมีคดีที่หน่วยงานรัฐโดยเฉพาะตำรวจใช้วิธีกลั่นแกล้งแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาหรือพวกเดียวกัน ให้สอบสวนออกหมายเรียกเป็นผู้ต้องหาตามธง สรุปสำนวนเสนอให้อัยการสั่งฟ้องโดยไม่สุจริต บางคดีถึงขนาดปราศจากพยานหลักฐานการกระทำผิด ซึ่งสร้างภาระและความเดือดร้อนให้ประชาชน ทำให้ผู้คนไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์การทำงานรวมทั้งการเปิดเผยพฤติกรรมทุจริตประพฤติมิชอบของข้าราชการและเจ้าพนักงานรัฐ เป็นอุปสรรคต่อการป้องกันปราบปรามการทุจริตของชาติตลอดมาด้วย”

พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนั้นรัฐสภาก็ควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330 วรรคสาม ให้ ‘การแสดงความคิดเห็นด้วยความสุจริตต่อหน่วยงานหรือเจ้าพนักงานรัฐในการปฏิบัติหน้าที่หรือเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท’ ด้วย

About The Author