‘อนุทิน’ ลั่น การจ่ายเงินเยียวยา ‘แพะ’  1.4 แสนราย 8 พันล้านบาท ไม่ใช่ผลงาน แต่เป็นความอัปยศ

นายกฯ เปิดงาน ’24 ปีการช่วยเหลือเหยื่อผู้บริสุทธิ์’ สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ทำงานรวดเร็ว ทั่วถึง เป็นธรรม เพื่อไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ตกเป็น ‘แพะ’ ชี้ การจ่ายเงินเยียวยา 8 พันล้าน 1.4 แสนราย ไม่ใช่ผลงาน แต่เป็นความอัปยศ ลั่น ‘คนที่ปล่อยให้ความอยุติธรรมขึ้น ควรได้รับโทษหนักกว่าผู้กระทำผิด’ เตรียมยกระดับกระบวนการยุติธรรมไทยสู่สากล ยึดหลัก ‘Justice for All’ ดันไทยเข้าสู่สมาชิก OECD

เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2569 ที่อาคารอิมแพ็คฟอรั่ม เมืองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานระดับชาติ ภายใต้ชื่อ “24 ปี กับการช่วยเหลือเหยื่อผู้บริสุทธิ์ที่รวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้า : คือความไม่ยุติธรรม (Justice delayed is justice denied)” โดยมี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ องค์กรระหว่างประเทศ เอกอัครราชทูต ผู้ว่าราชการจังหวัด และภาคีเครือข่ายต่างๆ เข้าร่วม

นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานว่า ประเทศใดจะดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงสมานฉันท์จะต้องตั้งอยู่บนรากฐานแห่งความยุติธรรม และหลักนิติธรรม รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับกระบวนการยุติธรรม รวมถึงการคุ้มครองช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อในกระบวนการยุติธรรม และเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อ ผู้ต้องหาหรือจำเลย ทั้งนี้ การคุ้มครองช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อผู้บริสุทธิ์ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม รวมถึงชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยที่จะได้รับการช่วยเหลืออย่างเท่าเทียมไม่เลือกปฏิบัติ ด้วยเหตุผลของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และหลักสิทธิมนุษยชนสากล

นายอนุทิน กล่าวว่า ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา รัฐบาลยึดมั่นหลักนิติธรรมที่ทุกคนอยู่ภายใต้หลักกฏหมายอย่างเท่าเทียม เสมอภาค คำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในสังคมประชาธิปไตย การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม เร่งรัดการปฏิรูปกฎหมาย และกฎระเบียบเพื่อลดอุปสรรค และภาระที่ไม่จำเป็น รวมถึงการให้ความสำคัญในการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย และมีประสิทธิภาพ มาช่วยในกระบวนการทำงานของภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกประชาชน

ส่วนกรณีที่ผู้บริสุทธิ์ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีอาญา ไม่ว่าจะในสถานะของการเป็นผู้เสียหาย ผู้ต้องหาหรือจำเลย คนเหล่านี้อาจต้องเผชิญกับการถูกละเมิด ได้รับบาดเจ็บ เสื่อมเสียชื่อเสียง สูญเสียอิสรภาพ และสูญเสียชีวิต ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชีวิตอย่างมาก ถือเป็นวิกฤตของชีวิตคนคนหนึ่ง รวมถึงญาติของเขาเหล่านั้นด้วย ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องไม่มองข้าม แต่ต้องเข้ามามีบทบาทที่สำคัญในการคุ้มครองให้การช่วยเหลือด้านสิทธิของผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ พร้อมกำหนดนโยบาย และสร้างมาตรการความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงการแก้ไข และอุดช่องว่างความบกพร่องของกระบวนการยุติธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ต้องตกเป็นจำเลยหรือ “แพะ” ทั้งที่ไม่ได้กระทำผิด ถือเป็นภารกิจสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญตลอดมา

ตั้งแต่ปี 2544 ที่มีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนแก่จำเลยในคดีอาญา รัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือเหยื่อในกระบวนการยุติธรรมที่เป็นผู้บริสุทธิ์แล้วกว่า 145,000 ราย รวมเป็นเงิน 8,000 กว่าล้านบาท รวมถึงชาวต่างชาติด้วยที่ให้ความช่วยเหลือไปแล้วกว่า 1,000 ราย เป็นเงินกว่า 47 ล้านบาท ตรงนี้ไม่ได้ถือเป็นผลงาน แต่เป็นความน่าอัปยศอดสูที่เราไม่สามารถนำคนที่กระทำผิดจริงๆเข้าไปรับโทษได้ แต่เรานำคนที่ไม่ได้กระทำผิด อาจจะเป็นการยัดข้อหายัดเยียดความผิดทำให้เขาต้องไปต่อสู้คดี และต้องประสบความยากลำบาก ซึ่งคนไทยกว่า 145,000 คน ต้องถูกกระบวนการยุติธรรมที่เขาไม่ได้กระทำผิด สุดท้ายก็ต้องไปช่วยเหลือ และเยียวยาเขากว่า 8,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถนำไปสร้างประโยชน์อื่นๆอย่างยั่งยืนให้กับคน 70 กว่าล้านคนได้ ยังไม่รวมถึงชาวต่างชาติ 1,000 กว่าราย ที่เขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ได้เสียภาษีอะไรให้เราเลย แต่เราต้องชดใช้ให้เขาถึง 47 ล้านบาท ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราต้องคิดกันว่าจะทำอย่างไรที่จะอำนวยความยุติธรรมให้กับทุกคนได้อย่างเต็มที่

“ช่วงที่เรียนหนังสือผมได้มีโอกาสไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา ทุกเช้าจะมีการปฏิญาณตน มีคำกล่าวที่ว่า ประเทศจะถูกแบ่งแยกไม่ได้ และความยุติธรรมจะต้องเกิดขึ้นกับคนทุกคน ไม่ใช่ justice for someone หรือ justice for friends แต่ต้องเป็น justice for all เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน ไม่ว่าเขาจะอยู่สถานะไหนก็ตาม”

นายกฯ ยืนยันว่า รัฐบาลจะยืนเคียงข้างประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นเหยื่อของกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ ทั้งรูปแบบการคุ้มครองช่วยเหลือเยียวยา ที่สำคัญคือต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับหลักนิติธรรมเพื่อป้องกันไม่ให้มีเหยื่อรายใหม่ เกิดขึ้น และคนที่ไม่อำนวยความยุติธรรมให้กับคนที่ควรได้รับความยุติธรรมจะต้องได้รับการลงโทษมากกว่าคนที่กระทำผิดด้วยซ้ำ นี่คือจุดยืนของรัฐบาล และหวังว่ารัฐบาลชุดไหนมีคนที่มีความยุติธรรมมาบริหารบ้านเมือง ก็คงจะต้องยึดถือหลักนี้ในการบริหารบ้านเมืองต่อไป

นายกฯ กล่าวอีกว่า คนเหล่านี้บางท่านอาจมองว่าเป็นคนเล็กคนน้อยในสังคม หมายถึงเหยื่อซึ่งบ่อยครั้งพวกเขาถูกมองข้าม แต่โลกนี้เคยมีคำกล่าวไว้ว่า “หากจะมองดูว่าชาติใดมีความเป็นอารยะหรือความเจริญเพียงใด ให้มองวิธีที่ประเทศนั้นปฏิบัติต่อคนที่เปราะบาง และมีพลังน้อยที่สุดในสังคม” เราต้องก้าวข้ามหลุมนี้ให้ได้ เพราะประเทศไทยต้องเป็นประเทศที่มีอารยะ เรากำลังจะเข้าไปเป็น องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ โออีซีดี เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีความตั้งใจ และมีความพร้อมที่จะทำให้เกิดความมีอารยะในประเทศของเราไม่แพ้ใคร

ทั้งนี้ ด้วยหลักการที่กล่าวมาจึงขอให้ผู้บริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ยึดถือหลักปฏิบัติว่าการช่วยเหลือประชาชนจะต้องรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม ข้าราชการต้องทำงานเชิงรุกมุ่งช่วยเหลือประชาชนทันท่วงที โดยเฉพาะผู้ที่ตกเป็นเหยื่อที่เผชิญกับความทุกข์อยู่แล้วต้องไม่ปล่อยให้รอคอยความช่วยเหลืออย่างล่าช้า เพราะจะกลายเป็นการซ้ำเติมความเจ็บปวดให้รุนแรงยิ่งขึ้น ดังคำว่าความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความอยุติธรรม ในฐานะรมว.มหาดไทย ได้เน้นย้ำ และมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ยึดถือหลักการณ์นี้อย่างเต็มที่

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันภาพลักษณ์ของประเทศไทยไม่ได้ถูกพิจารณาจากความเจริญทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงศักยภาพของรัฐบาลในการคุ้มครองดูแลประชาชน การเข้าสมัครสมัครสมาชิกโออีซีดีของประเทศไทย เรื่องของหลักนิติธรรมเป็นเกณฑ์หนึ่งที่ตัวชี้วัดสำคัญในเกณฑ์พิจารณา

“ย้ำว่ารัฐบาลจะมุ่งมั่นพัฒนายกระดับการช่วยเหลือเหยื่อในกระบวนการยุติธรรมให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อให้เกิดระบบที่มีประสิทธิภาพรวดเร็วทั่วถึงเป็นธรรมซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน และสะท้อนถึงภาพลักษณ์ที่ดีด้านกระบวนการยุติธรรมที่ทำของประเทศไทยต่อสายตาชาวโลกจะได้เป็นที่น่าเชื่อถือและเชื่อมั่น“ นายกฯ กล่าว

About The Author