‘ทนายตั้ม’ เหยื่อกระบวนการยุติธรรมอำมหิต!
‘ทนายตั้ม’ เหยื่อกระบวนการยุติธรรมอำมหิต!
พันตำรวจเอกวิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร
กรณีศาลแพ่งได้พิพากษา ‘ยกฟ้อง’ คำขอยึดทรัพย์ทนายตั้มจำนวน 74 ล้านของอัยการในข้อกล่าวหาว่า ‘ฟอกเงิน’ จากกรณีที่ถูกกล่าวหาว่า ‘ฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ’ ตามที่ตำรวจจัดให้ โดยได้ไปขอศาลออกหมายจับและถูกล้อมจับตัวพร้อมเมียกลางถนนจนเป็นข่าวใหญ่!
‘ทนายตั้ม’ ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมานานกว่าหนึ่งปีจนกระทั่งบัดนี้ เพราะศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวด้วยเหตุผลมั่วๆ ว่า ‘น่าจะหลบหนี’ ตามที่ตำรวจรายงานและคัดค้าน
หลักฐานสำคัญที่ศาลแพ่งใช้ในการพิจารณาและชี้ว่าไม่เป็นการฉ้อโกงก็คือ ‘แชตไลน์’ ที่ ‘เจ๊อ้อย’ แสดงเจตนาว่าเป็น ‘การให้’ ไม่ว่าด้วยเหตุจูงใจหรือผิดหลงอะไร
โดยอัยการไม่สามารถหักล้างหลักฐานตามแชตไลน์นั้นได้ รวมทั้งไม่ได้นำเจ๊อ้อยมาเบิกความให้ศาลมีข้อเท็จจริงในการพิจารณาแตกต่างออกไป ซึ่งไม่ทราบว่าเพราะ ‘เจ๊อ้อย’ เองไม่อยากมา หรือว่ามีเหตุผลอื่นใด!
เรื่องการใช้สิทธิอุทธรณ์ก็ว่ากันไป แต่คงยากที่จะเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงเรื่อง ‘เจตนาให้’ ตามที่ปรากฏเป็นหลักฐานในแชตไลน์ได้
แม้คดีอาญาข้อหาฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระที่อัยการได้สั่งฟ้องตามที่ตำรวจเสนอไป ศาลจะยังไม่มีคำพิพากษา แต่คนส่วนใหญ่ที่มีความรู้และความเข้าใจทางกฎหมายคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ก็น่าจะเป็นไปในทางเดียวกัน!
เพราะหลักฐานชิ้นเดียวกัน ศาลจะวินิจฉัยให้แตกต่างกันออกไปได้อย่างไร เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก!
เว้นแต่อัยการในคดีอาญาจะสามารถพิสูจน์ได้จนสิ้นสงสัยว่า ‘แชตไลน์’ ข้อความเช่นนั้นไม่ใช่เจตนา ‘ให้’ อย่างที่ศาลแพ่งเข้าใจแต่อย่างใด
คดีนี้ผู้คนที่สนใจก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า คำพิพากษาในคดีอาญาจะมีผลออกมาเป็นเช่นไร จะ ‘ยกฟ้อง’ สอดคล้องกับคำพิพากษาของศาลแพ่งหรือไม่?
ปัญหาสำคัญของคดีนี้ก็คือ ความผิดอาญาข้อหา ‘ฉ้อโกง’ ได้ถูกแต่งเติมให้กลายการ ‘ฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ’ ซึ่งหมายถึง ‘ฉ้อโกงหลายๆ ครั้ง ทำอย่างสม่ำเสมอจนกลายเป็นนิสัยสันดาน’ ไปได้อย่างไร?
ทนายตั้มเป็นคนมีประวัติถูกดำเนินคดีข้อหานี้ ณ ที่ใดมาก่อนหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่มีใครเคยได้ยิน! แล้วเขาถูกตำรวจแจ้งข้อหา ‘ฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ’ ได้อย่างไร? ผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังงง!
เจตนาแท้จริงของการตั้งข้อหานี้ ก็เพื่อที่จะให้เข้าเงื่อนไขเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันการฟอกเงิน ที่รัฐมีอำนาจอายัดและยึดทรัพย์บุคคลผู้ถูกกล่าวหาทุกคนได้เป็นสำคัญ
นอกจากนั้นในการดำเนินคดี ตำรวจก็สามารถที่จะออก ‘หมายเรียก’ ให้เขามารับทราบข้อหาได้แสนง่าย เขาบอกว่านั่งรอนอนรอหมายเรียกแม้แต่หมายจับอยู่ที่บ้านหลายวันจนทนไม่ไหว จำเป็นต้องออกไปทำธุระส่วนตัว แต่ก็ถูกตำรวจอ้างต่อศาลมั่วๆ ว่ากำลังหลบหนี!
รูปคดีไม่ใช่กรณีที่มีความจำเป็นต้องออก ‘หมายจับ’ และไปดักจับกันกลางถนนหนทางโดยอ้างว่าอยู่ระหว่างการพยายามหลบหนีออกนอกประเทศแต่อย่างใด!
เจตนาแท้จริงของตำรวจผู้ใหญ่ในเรื่องนี้ก็คือ จะได้ใช้เป็นเหตุอ้างต่อศาลในการคัดค้านการประกันตัว เพื่อทำให้ ‘ติดคุกล่วงหน้า’ โดยที่ศาลยังไม่ต้องมีคำพิพากษา และเป็นการลดทอนความสามารถในการต่อสู้คดีของเขาอีกด้วย!
กระบวนการยุติธรรมไทยอยู่ในสภาพวิปริต! และก่อความอยุติธรรมต่อผู้คนที่ถูกกล่าวหาในคดีอาญาสารพัดมาช้านาน ด้วยเหตุเพราะศาลออกหมายจับให้ตำรวจง่าย ซ้ำไม่ยอมให้ประกันโดยไม่มีเหตุผลและข้อเท็จจริงของการจะไปทำลายพยานหลักฐาน หรือมีพฤติการณ์หลบหนีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้
แม้ว่าสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลในการได้ประกันจะถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ แต่การปฏิบัติจริงของศาลคือการไม่ให้ประกันตัวด้วยเหตุผลมั่วๆ ของตำรวจและอัยการ
แต่เมื่อคดีถึงที่สุดศาลพิพากษายกฟ้อง ก็ไม่มีใครต้อง ‘รับผิดชอบต่อความเสียหายร้ายแรง’ ที่ไม่สามารถเรียกให้กลับคืนมาได้แม้แต่คนเดียว!.

ที่มา : นสพ.ไทยโพสต์ คอลัมน์ เสียงประชาชนปฏิรูปตำรวจ : ฉบับวันที่ 2 มี.ค. 2569

