102องค์กรภาคประชาชนชูแนวทางปฏิรูปตำรวจ8ข้อเป็นรูปธรรมจับต้องได้
เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ(คป.ตร.)หรือ police wacth ผนึก102องค์ภาคประชาชนยื่นข้อเรียกร้อง8ข้อปฏิรูปตำรวจต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ผ่านศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 5 ตุลาคม 2560 ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.) ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้เร่งปฏิรูปตำรวจตามเสียงเรียกร้องของประชาชน และแสดงความรับผิดชอบกรณีการดำเนินงานของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจครบ 3 เดือนไม่ทำตามเสียงประชาชนและไม่ตรงเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ
นางสมศรีกล่าวว่า คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจไม่ได้ดำเนินตามเสียงเรียกร้องของประชาชน แต่ยังรักษาโครงสร้างเดิมที่สร้างปัญหาต่อประชาชนเอาไว้ต่อไป จึงได้ประเมินคะแนนการทำงานเพียง 1 จาก 10 คะแนน และความกังวลว่าจะไม่สามารถปฏิรูปตำรวจได้ตามที่ประชาชนคาดหวัง และไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญหรือขัดรัฐธรรมนูญ จึงเป็นห่วงว่าหากไม่รื้อโครงสร้างตำรวจครั้งใหญ่ การแก้ปัญหาจะไม่สำเร็จ ประชาชนจะต้องเดือดร้อน ตกเป็นเหยื่อต้นทางกระบวนการยุติธรรมที่ล้าหลัง และการฉ้อฉลของตำรวจต่อไปไม่สิ้นสุด
นางสมศรีกล่าวว่า เพื่อให้การปฏิรูปสอดคล้องกับเสียงเรียกร้องของประชาชน และเป็นไปตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจและองค์กรภาคประชาชนทั่วประเทศ 102 องค์กรขอเรียกร้องให้นายกฯ ดำเนินการปฏิรูป 8 เรื่องดังนี้ 1. เร่งดำเนินการตามมติสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 30 กันยายน 2558 ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ตำรวจแห่งชาติมาตรา 6 ที่โอนให้ตำรวจ 11 หน่วยไปให้กระทรวง ทบวง กรมที่รับผิดชอบ เป็นการกระจายอำนาจตำรวจไปยังหน่วยงานที่จำเป็นเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเฉพาะด้านมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นภายในเวลา 2 ปี 2. แยกระบบงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ซึ่งมีระบบการบังคับบัญชาแบบมีชั้นยศเหมือนทหาร3. ให้พนักงานอัยการมีอำนาจตรวจสอบควบคุมการสอบสวนคดีที่มีโทษจำคุกเกิน 5 ปี หรือคดีที่เห็นว่าจำเป็น หรือกรณีมีการร้องเรียนตั้งแต่เกิดเหตุ เพื่อให้การรวบรวมพยานหลักฐานเป็นไปด้วยความสุจริต 4. การสอบสวนต้องกระทำในห้องสอบสวนที่จัดเฉพาะมีระบบบันทึกภาพ และเสียงอัตโนมัติเป็นหลักฐานไว้ให้อัยการและศาลเรียกตรวจสอบได้เมื่อจำเป็นทุกคดี 5. ยุบกองบัญชาการทุกภาค เพื่อลดความซ้ำซ้อนและไม่จําเป็นในระบบการบังคับบัญชา
นางสมศรีกล่าวต่อว่า 6.ปรับโครงสร้างตำรวจจังหวัดตามคำสั่งของพล.อ.ประยุทธ์เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมาที่ให้ตำรวจอยู่ประจำพื้นที่จังหวัด ตรวจสอบประเมินผลโดยคณะกรรมการจังหวัดและการบังคับบัญชาของผู้ว่าราชการจังหวัด 7.กำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้ง เลื่อนตำแหน่ง และโยกย้ายตํารวจทุกระดับ ให้พิจารณาตามอาวุโสการครองตำแหน่งเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ รวมทั้งสร้างความเป็นธรรมลดการวิ่งเต้น การซื้อขายตำแหน่ง 8.การเปรียบเทียบปรับความผิดจราจร ซึ่งเป็นอำนาจตุลาการ ต้องกระทำโดยดุลยพินิจของศาล เพื่อให้เกิดความยุติธรรมต่อประชาชนและยกเลิกรางวัลค่าปรับซึ่งไม่มีเหตุผล เนื่องจากไม่ใช่การกระทำผิดที่ซับซ้อน และก่อให้เกิดปัญหาตำรวจแจ้งข้อหาจราจรต่อประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม เนื่องจากผู้บังคับบัญชากำหนดให้ทำยอดจับเพื่อหวังเงินรางวัล

