ข่าว
ไม่ ‘ปฏิรูปการสอบสวน’ ยุติธรรมไทยจะรั้งท้ายโลก

                              ไม่ ‘ปฏิรูปการสอบสวน’ ยุติธรรมไทยจะรั้งท้ายโลก        

                                             พันตำรวจเอกวิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

 

กรณีที่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-0peration and Development) หรือ OECD ได้จัดการประชุมประเทศสมาชิก ‘ผู้นำด้านความยุติธรรม’ ในกรุงอังการาประเทศตุรกี ซึ่งไทยที่ไม่ได้เป็นสมาชิกแต่ได้รับเชิญให้เข้าร่วม โดยรัฐบาลได้ส่ง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เข้าสังเกตการณ์ โดยได้มีการประกาศอันดับความยุติธรรมจัดให้ไทยอยู่ลำดับที่ 80!

ความหมายคือ ‘รั้งท้าย’ ในด้านหลักนิติธรรม หรือความสุจริต และประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมเมื่อเปรียบเทียบกับทุกประเทศทั่วโลกนั่นเอง!

ทำให้รัฐบาลและคนในวงการนักกฎหมายรู้สึกตกใจและตื่นตัวกันใหญ่ว่า เหตุใดระบบความยุติธรรมไทยจึงถูกจัดอันดับให้รั้งท้ายโลกเหมือนประเทศด้อยพัฒนาเช่นนั้น!

อันที่จริงประชาชนคนไทยส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนยากจนต่างไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร ซ้ำบางคนยังคิดว่าถ้าฝรั่งได้มาสำรวจกันจริงๆ ได้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมา น่าจะถูกจัดอันดับเกินร้อยด้วยซ้ำ!

รูปธรรมของปัญหาความยุติธรรมไทยที่เลวร้ายไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ก็คือ ผลงาน ‘การฆ่าตัดตอน’ ของรัฐบาลเมื่อยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา รวมทั้งความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นสารพัดโดยรัฐบาลไม่ได้แก้ไขจัดการอีกมากมาย

ปัจจุบันประชาชนโดยเฉพาะคนยากจนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้แสนยาก หรือถึงขนาดเข้าถึงไม่ได้! คนเป็นผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจไม่ว่าสถานีใดส่วนใหญ่ก็จะไม่รับ ‘คำร้องทุกข์’ รีบดำเนินการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานตามกฎหมายให้โดยมิชักช้า เป็นปัญหาที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในระบบความยุติธรรมของไทยไม่ว่ายุคสมัยใด!

ทำให้ผู้คนไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครหรือหน่วยงานรัฐที่มีอยู่มากมาย แต่ละคนต้องดิ้นรนไปหาทนายหรือนายหน้าให้พาไปออกทีวีช่องดัง เพื่อกดดันให้ตำรวจทำหน้าที่ มีอินฟลูเอนเซอร์เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งไม่มีประเทศใดในโลกจะเลวร้ายถึงขนาดนี้!

นอกจากนั้นตามถนนหนทางต่างๆ ก็ยังมีตำรวจ ‘ตั้งด่าน’ ปิดกั้นถนนละเมิดเสรีภาพในการสัญจรของผู้คน ดักเรียกให้หยุดรถ ขอดูใบขับขี่ ถามเรื่องส่วนตัวโน่นนี่ ขอตรวจฉี่หรือตรวจค้น โดยไม่มีเหตุผลหรือพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าน่าจะทำผิดกฎหมายอะไร เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพประชาชนกันทั่วไทย

ใครทำผิดกฎหมายจราจรข้อหาใด ก็จะถูกตำรวจสั่งให้ไป ‘จ่ายค่าปรับ’ รับเงินกันสดๆ ริมถนน บางแห่งมีผู้คนยืนเข้าคิวแถวยาวเป็นหางว่าว ตกเย็นก็เก็บเงินใส่กระป๋องหรือกระเป๋าถือเข้าสถานีตำรวจไป!

ใครถามไถ่อะไรหรือพูดมากไปก็อาจถูก ‘ยัดข้อหา’ ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน หรือแม้กระทั่งขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่เอาได้ง่ายๆ

ประชาชนทุกคนแม้ไม่ได้ทำผิดกฎหมายอะไร แต่ตำรวจไทยจบใหม่ยศแค่ร้อยตำรวจตรี ก็มีอำนาจออกหมายเรียกเป็นผู้ต้องหาได้แสนง่าย! ไม่ต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานใด แม้กระทั่งอัยการผู้มีหน้าที่ฟ้องคดีให้ตรวจสอบพิจารณาว่าคดีมีหลักฐานการกระทำผิดรับฟังได้แน่ชัด สามารถฟ้องให้ศาลพิพากษาลงโทษได้หรือไม่?

รวมไปถึงการขอให้ศาลออกหมายจับก็เป็นเรื่องที่ตำรวจไทยทำได้ง่ายไม่ต่างกัน เพื่อจะได้ใช้ไล่จับไล่ตะครุบตัวประชาชนกันตามถนนหนทางต่างๆ หรือ ‘ถีบประตูบ้าน’ ทำคอนเทนต์ให้เป็นข่าวเด่นดัง บางคนจับแล้วก็นำตัวมานั่งอบรมสั่งสอนให้สื่อถ่ายภาพ และนำไปฝากขังต่อศาลแล้ว ‘ค้านประกัน’ เพื่อทำให้ ‘ติดคุกล่วงหน้า’ และเป็นการลดทอนความสามารถในการต่อสู้คดี รวมทั้งทำให้สื่อและผู้คนมีความเข้าใจว่าเขาได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาแน่ มิฉะนั้นศาลคงไม่ออกหมายจับให้

ส่วนอัยการไทยก็ ‘สั่งฟ้องคดี’ กันแสนง่าย ตำรวจสอบสวนรวบรวมหลักฐานอะไรไปให้ก็ว่าตามนั้นกันเป็นส่วนใหญ่ แม้กระทั่งสำนวนที่เป็น ‘นิยายสอบสวน’

อัยการส่วนใหญ่คิดกันแต่ว่า ‘ผิดถูกให้ไปว่ากันในชั้นศาล’ ซึ่งเป็นการคิดที่วิปริตและขาดความรับผิดชอบต่อชีวิตและสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างยิ่ง!

การที่ศาลไทยออกหมายจับให้ตำรวจง่ายและไม่ให้ประกันเมื่อตำรวจคัดค้านไว้อย่างไร้เหตุผล จึงทำให้มีผู้คนถูกขังอยู่ในเรือนจำโดยที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาว่ากระทำผิดอยู่มากมายหลายหมื่นคน!

ซ้ำบางคนก็ถูกฆ่าตายกลายเป็นศพข้างถนนไปในรูปของการทำ ‘วิสามัญฆาตกรรม’ เจ้าตัวไม่ทันได้มีโอกาสพิสูจน์ความจริงอะไรว่าได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาจริงหรือไม่?

นี่คือปรากฏการณ์ด้านลบของกระบวนการยุติธรรมไทยที่ทำให้ OECD จัดอันดับอยู่รั้งท้าย และจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ ตราบที่รัฐบาลยังไม่มีการปฏิรูประบบการสอบสวนที่เป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรมอย่างจริงจัง

โดยจะต้อง แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการสอบสวน ตั้งแต่การออกหมายค้น หมายเรียกบุคคลเป็นผู้ต้องหาและการขอศาลให้ออกหมายจับ ต้องผ่านการตรวจพยานหลักฐานจากพนักงานอัยการและมั่นใจว่า เมื่อได้แจ้งข้อหาหรือจับใครมาแล้ว จะสามารถสั่งฟ้องพิสูจน์ความผิดให้ศาลพิพากษาลงโทษได้

คดีสำคัญเช่น คดีฆ่า อัยการต้องตรวจที่เกิดเหตุทุกคดี รวมทั้งทุกคดีที่มีปัญหาต้องสามารถเข้าตรวจสอบควบคุมได้ ทำให้คดีสั่งไม่ฟ้องหรือศาลพิพากษายกฟ้องที่สร้างความเสียหายให้ประชาชนก็จะหมดไปหรือลดน้อยลง!

สอดคล้องกับระบบความยุติธรรมในนานาอารยประเทศทั่วโลก!

เป็นร่างแก้ไขกฎหมายที่ได้เคยถูกบรรจุวาระเข้าสู่การพิจารณาของสภาชุดที่แล้ว แต่ยังไม่ทันได้พิจารณา สภาก็ถูกยุบไปเสียก่อน

ซึ่งถ้าหากนายกรัฐมนตรีเห็นปัญหานี้และมีความจริงใจในการแก้ไข ก็สามารถดำเนินการให้มีการนำร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภาตราเป็นกฎหมายได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ก่อนที่จะมีการประชุม OECD ที่ไทยรับเป็นเจ้าภาพจัดประชุมอย่างยิ่งใหญ่ในปี 2570.

ที่มา : นสพ.ไทยโพสต์  คอลัมน์ เสียงประชาชนปฏิรูปตำรวจ : ฉบับวันที่ 26 ต.ค. 2569

 

About The Author