สุดจะทน! ‘ครช.’ จี้ 5 หน่วยงาน สั่งระงับด่านตรวจทั่วประเทศ ซัดไร้มาตรฐาน ปชช.เดือดร้อน ชงแก้กม.เงินค่าปรับเข้ากองทุน
‘ครช.’ ยื่น ‘นายกฯ–ผบ.ตร.–องค์กรอิสระ’ จี้สั่งระงับด่านตรวจจราจรทั่วประเทศ ชี้ไร้มาตรฐานความปลอดภัยก่ออุบัติเหตุ-ซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจ สร้างความเดือดร้อนปชช. การแบ่งเงินค่าปรับ เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน ขัดหลักนิติธรรม เสนอแก้กฎหมายย้ายเงินค่าปรับเข้า ‘กองทุนเพื่อเยาวชนไทยและครอบครัว’
นายพลภาขุน เศรษฐญาบดี ตัวแทนผู้ประสานงาน คณะราษฎรไทยแห่งชาติ (ครช.) องค์กรภาคประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 42 เปิดเผย ว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2559 ได้ยื่นหนังสือโดยส่งทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ถึง 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ นายกรัฐมนตรี, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), ประธาน ป.ป.ช., ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อเรียกร้องให้ใช้อำนาจตามกฎหมายในการระงับการตั้งด่านตรวจจราจรทั่วประเทศโดยไม่มีเหตุจำเป็นในทันที
นายพลภาขุน เปิดเผยว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้เป็นการทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนของประชาชน ชุมชน และผู้ใช้รถใช้ถนนผู้เสียภาษี โดยใช้อำนาจและสิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (มาตรา 3, 25, 42, 43, 49, 51, 63, 78 และ 231) ร่วมกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อร้องทุกข์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายแก่ประชาชนโดยรวม พร้อมยืนยันว่าเป็นการกระทำโดยสุจริตตามสิทธิกฎหมาย ไม่ใช่การกล่าวหาใส่ความเท็จหรือหมิ่นประมาท
เปิด 3 สภาพปัญหาหลัก – ชี้ขัดรัฐธรรมนูญและแนวคำพิพากษาศาล
ในหนังสือร้องทุกข์ ได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อโต้แย้งทางกฎหมายไว้อย่างชัดเจน 3 ประการ
-สร้างความเดือดร้อนและเสี่ยงอุบัติเหตุร้ายแรง: การตั้งด่านตรวจจราจร/จุดสกัดในปัจจุบัน ขาดมาตรฐานความปลอดภัยอย่างรุนแรง เช่น ขาดไฟส่องสว่างและป้ายเตือนล่วงหน้าตามระยะที่กำหนด จนเกิดอุบัติเหตุรถชนบริเวณหน้าด่านมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก อีกทั้งยังก่อให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดสะสม และพบพฤติการณ์การตั้ง “ด่านลอย” ที่ไม่มีป้ายผู้ควบคุมหรือกล้อง Body Camera ซึ่งเน้นการจับปรับข้อหาเล็กน้อยมากกว่าการกวดขันความปลอดภัย
-ขัดต่อรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม (Conflict of Interest): การนำเงินส่วนแบ่งค่าปรับจราจรเข้ากองทุนภายในของตำรวจหรือเป็นส่วนแบ่งรางวัลนำจับ ก่อให้เกิด “ผลประโยชน์ทับซ้อน” และแรงจูงใจที่ไม่ถูกต้อง (ขัด รธน. มาตรา 3) อีกทั้งการนำเงินรายได้จากการใช้อำนาจมหาชนออกจากระบบรายได้แผ่นดิน ถือเป็นการบริหารงบประมาณที่ไม่โปร่งใส (ขัด รธน. มาตรา 63)
-ขัดต่อแนวคำพิพากษาศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุด: ขัดต่อ คำพิพากษาฎีกาที่ 1908/2538 ที่วางหลักว่า “รัฐจะเข้าไปรุกล้ำสิทธิของประชาชนเกินกว่าที่กฎหมายให้อำนาจเอาไว้ไม่ได้” และ คำพิพากษาศาลปกครองกลาง (คดีหมายเลขแดงที่ 2652/2567 และ 1855/2563) ที่ระบุว่าการตั้งด่านที่เน้นรายได้มากกว่าความปลอดภัย ถือเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
นอกจากนี้ ครช. ยังระบุว่า การตั้งด่านจราจรในลักษณะเน้นจับปรับ เป็นการซ้ำเติมประชาชนอย่างหนักในสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ค่าครองชีพสูง ขณะที่มิจฉาชีพและภัยไซเบอร์ระบาดหนัก แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กลับไม่มีมาตรการอายัดบัญชีมิจฉาชีพได้ทันท่วงที และไม่มีระเบียบที่บังคับให้ตำรวจเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง
ครช. จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ทันที ดังนี้
-นายกรัฐมนตรี และ ผบ.ตร. สั่งระงับด่านจราจรทั่วประเทศทันที: ยึดแบบอย่างนโยบายอันดีในอดีตยุค พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข (Set Zero) โดยให้ยกเลิกด่านตรวจจราจรและจุดสกัดทั่วไปทันที แล้วเปลี่ยนไปใช้สายตรวจอำนวยความสะดวก การใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยีดิจิทัลตรวจจับแทน
-เปิดเผยข้อมูลสถิติค่าปรับย้อนหลัง 5 ปี (พ.ศ. 2565–2569): สตช. ต้องจัดส่งและเปิดเผยสถิติยอดเงินค่าปรับจราจร ข้อมูลการจัดสรรเงินส่วนแบ่งค่าปรับ และสถิติอุบัติเหตุบริเวณหน้าด่านตรวจ ให้ประชาชนทราบในรูปแบบไฟล์ PDF อย่างโปร่งใส
-เสนอแก้กฎหมาย เปลี่ยนเงินค่าปรับเข้า “กองทุนเพื่อเยาวชนไทยและครอบครัว”: ขอให้ทบทวนประเมินผลสัมฤทธิ์ของ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ และ พ.ร.บ.การขนส่งทางบกฯ โดยคัดค้านการนำเงินค่าปรับเข้าหน่วยงานตำรวจ เนื่องจากตำรวจได้รับเงินเดือน สวัสดิการ และงบประมาณจากภาษีประชาชนอยู่แล้ว พร้อมเสนอให้แก้ไขกฎหมายนำเงินค่าปรับทั้งหมดเข้าสู่ “กองทุนเพื่อเยาวชนไทยและครอบครัว” โดยมีภาคประชาชนร่วมกำกับดูแ
ขอให้องค์กรอิสระใช้อำนาจปกป้องสิทธิประชาชน
-ผู้ตรวจการแผ่นดิน : ใช้อำนาจตาม รธน. มาตรา 231 เสนอคำแนะนำหรือฟ้องต่อศาลเพื่อระงับการกระทำของ สตช.
-ป.ป.ช.: เร่งตรวจสอบและให้คำแนะนำแก่ สตช. หยุดการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์จากเงินค่าปรับ
-กสม.: ปฏิบัติหน้าที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน และร่วมผลักดันการร่างกฎหมายจัดตั้งกองทุนเพื่อเยาวชนฯ
“หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเพิกเฉยต่อหนังสือร้องทุกข์ฉบับนี้ ทางคณะราษฎรไทยแห่งชาติและภาคประชาชน จำเป็นต้องใช้นิติวิธีในการนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายเพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนต่อไป” นายพลภาขุน กล่าวทิ้งท้าย

