‘ส่วย’ ผับเถื่อน! เดือนละ 180,000 บาท ทำตำรวจ ‘นักสืบ’ ‘มือปราบ’ ตาบอด!
‘ส่วย’ ผับเถื่อน! เดือนละ 180,000 บาท ทำตำรวจ ‘นักสืบ’ ‘มือปราบ’ ตาบอด!
พันตำรวจเอกวิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร
เมื่อคืนวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา เวลา 03.30 น. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำรองอธิบดีกรมการปกครองและกำลัง อส. ไปจับ ‘ผับเถื่อนกลางกรุง’ ย่านถนนข้าวสาร หน้า สน.ชนะสงคราม
หน่วยงานในความรับผิดชอบของ บช.น. พบทั้งเด็กเยาวชน อาวุธปืน การเสพยาเสพติดและแก๊สหัวเราะจำนวนมาก!
นอกจากนั้นก็ยังได้พบหลักฐานการแชตไลน์ ‘จ่ายส่วย’ ให้ตำรวจสารพัดหน่วยที่มีหน้าที่ในการตรวจตราจับกุมรวมเดือนละ 180,000 บาท
โดยในการจับกุมครั้งนี้ไม่มีตำรวจคนใดได้เข้าร่วมในการปฏิบัติหรือแม้แต่รู้ล่วงหน้า เพราะว่ากระทรวงมหาดไทยไม่ไว้ใจตำรวจไม่ว่าใครชั้นยศใดก็บอกให้รู้ก่อนไม่ได้ มิฉะนั้นความลับจะรั่วไหลทำให้จับไม่ได้ มีบทเรียนให้เห็นเป็นตัวอย่างมากมาย!
หลังการจับกุมก็ตามมาด้วยการสั่ง ผกก.หัวหน้าสถานีและตำรวจรับผิดชอบในสายงาน ไปปฏิบัติราชการที่ บช.น. ของ ผบช.น. พร้อมทั้งตั้ง ‘กรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง’ ซึ่งไม่ใช่ ‘การสอบสวน’ ทั้งอาญาและวินัยแท้จริงตามกฎหมาย ว่ามีใครทุจริตรับส่วยและบกพร่องต่อหน้าที่หรือไม่เช่นทุกครั้งที่ผ่านมา โดยประชาชนอย่าหวังว่าตำรวจด้วยกันจะสอบพบหลักฐานการรับส่วยของตำรวจไม่ว่าคนใดและระดับใดแต่อย่างใด!
ปัญหาแหล่งอบายมุขทั้งบ่อนการพนันและสถานบริการผิดกฎหมายที่เป็นสาเหตุสำคัญของอาชญากรรมร้าย รวมทั้งการเสพและขายยาเสพติดที่กรมการปกครองต้องนำ อส.ไปสืบจับแทนตำรวจสารพัดหน่วย ซึ่งมี ‘นายพลนักสืบ’ หรือ ‘มือปราบ’ หลากฉายาอยู่มากมายในตำรวจแห่งชาตินั้น เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดเวลาแม้กระทั่งปัจจุบันที่ ผบ.ตร.คนใหม่ได้เข้ามารับตำแหน่ง
ซ้ำเพิ่งได้มีการเรียกประชุมมอบนโยบายให้นายพลตำรวจทั่วประเทศ ทั้งผู้บัญชาการและผู้บังคับการถือปฏิบัติในการปราบปรามแหล่งอบายมุขไปหยกๆ!
อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงตำรวจส่วนใหญ่ล้วนเข้าใจว่าเป็นพิธีกรรมตามปกติของ ผบ.ตร.ทุกคนที่รับตำแหน่งใหม่ในการเรียกประชุมตำรวจกำชับการปฏิบัติเรื่องแหล่งอบายมุขดังกล่าว
เพราะฟังคำพูดคำจา ‘ไม่มีอะไรใหม่’ ให้ต้องรู้สึกตื่นเต้นแต่อย่างใด ตำรวจ ‘สายส่วย’ ‘สายโจร’ จึงไม่ได้ให้
ความสนใจอะไร
ทุกคนยังคงเดินหน้า ‘เก็บส่วย’ ‘รับส่วย’ จากแหล่งอบายมุขทุกประเภทกันเช่นเดิมต่อไป นำไป ‘ส่งส่วย’ ให้ ‘ตำรวจผู้ใหญ่’ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบทุกระดับการเก็บส่วยและ ‘รับส่วย’ ของตำรวจไทยที่เรียกกันว่า ‘ชั้นผู้ใหญ่’ จะคงดำเนินต่อไปจนกว่านายกรัฐมนตรีจะพูดอะไรออกมาเหมือนการ ‘ด่า’ นายอำเภอบ้านสร้าง ที่อ้างว่าทำงานล่าช้าและไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชนจนทำให้ต้องมีการสั่งย้ายพ้นจากพื้นที่ไป!
หรือไม่นายกฯ ก็ต้องสั่งให้ ผบ.ตร. พิจารณา ‘สำรองราชการ’ ผกก. หัวหน้าสถานี ไปจนถึง ผบก.และ ผบช.ผู้รับผิดชอบพื้นที่ที่มีแหล่งอบายมุขเหล่านี้เกิดขึ้นจนกรมการปกครองต้องไปจับกุมแทนหัวหน้าตำรวจทุกระดับผู้มีหน้าที่รับผิดชอบกันตลอดมา!
นอกนั้นนายกรัฐมนตรีก็ต้องรีบลงนามออกกฎกระทรวงมหาดไทยให้ฝ่ายปกครองมีอำนาจสอบสวนความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน และ พ.ร.บ.สถานบริการ ส่งอัยการฟ้องศาลได้เองโดยเร็วด้วย เพื่อจะได้ไม่ต้องส่งหลักฐาน ‘บัญชีส่วย’ ไปให้ตำรวจที่อยู่ใน ‘ขบวนการส่วย’ ดำเนินการสอบสวน ทำให้ไม่เคยพบว่ามีตำรวจคนใดและระดับใดรับส่วยแม้แต่คนเดียว เช่นที่ผ่านมา!
แต่ถ้ายังปล่อยให้ตำรวจ ‘ผูกขาดอำนาจสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน’ กันฝ่ายเดียวอยู่เช่นนี้ ก็อย่าหวังว่าจะมี ‘ตำรวจส่วย’ คนใดเกรงกลัวอาญาแผ่นดินอะไร เพราะเมื่อกระทรวงมหาดไทยมอบหลักฐานการแชตไลน์ส่งส่วยไปให้ ตำรวจจะสอบสวนเจ้าของโทรศัพท์และคนแชตไลน์เป็นเรื่องอื่นไป หรือแม้กระทั่งเป็น ‘นิยายสอบสวน’ กันอย่างไรก็ได้!.

ที่มา : นสพ.ไทยโพสต์ คอลัมน์ เสียงประชาชนปฏิรูปตำรวจ : ฉบับวันที่ 12 ต.ค. 2569

