‘หมายจับ’ ออกง่าย สุดอันตราย! ทำคน ‘ติดคุกฟรี’ ชีวิตย่อยยับ ไร้คนรับผิดชอบ?

‘หมายจับ’ ออกง่าย สุดอันตราย! ทำคน ‘ติดคุกฟรี’ ชีวิตย่อยยับ ไร้คนรับผิดชอบ?

  

                    พันตำรวจเอกวิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

 

กรณีที่ศาลอาญาได้พิพากษายกฟ้อง นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีและรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ นางวิลาวัลย์ มารดาและนาย วรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือ ‘บอสพอล’ ประธานบริหารบริษัทดิไอคอน และบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด ใน คดีฟอกเงิน เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา

แม้ว่าคดีจะยังไม่ถึงที่สุด รอดูอัยการจะยังอุทธรณ์หรือไม่? แต่ก็ทำให้ผู้คนวิจารณ์กันมากว่า เมื่อบุคคลไม่ได้กระทำผิดแล้วรัฐจับเขาไปขังไว้นานเกือบสองปี ต้องใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำเช่นเดียวกับนักโทษที่เป็นอาชญากรร้ายได้อย่างไร?

ส่วนบอสพอลและจำเลยอีกกว่า 15 คนก็ยังติดคุกข้อหาต่างๆ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล เพราะอัยการได้สั่งฟ้องคดีไปและศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวจนกระทั่งบัดนี้มาเป็นเวลากว่า 2 ปี ไม่ว่าจะมีการยื่นคำร้องไปกี่ครั้งก็ตาม

ทำให้พวกเขาอาจจะต้องติดคุกไปอีก 4 หรือ 5-6 ปี ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และไม่มีใครแน่ใจว่าจะเป็นการสั่งลงโทษจำคุกหรือว่ายกฟ้องเพราะไม่ได้มีการกระทำผิดเกิดขึ้นจริงตามที่มีการกล่าวหากันหรือไม่?

กระบวนการยุติธรรมอาญาไทยในชั้นสอบสวนนั้น ในความเป็นจริง ‘สุดเลวร้าย’!

นอกจากตำรวจยศแค่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไปจะสามารถออกหมายเรียกคนเป็นผู้ต้องหากันแสนง่าย ไร้การตรวจพยานหลักฐานจากอัยการผู้มีหน้าที่ฟ้องคดีจนมั่นใจว่าเขาน่าจะได้กระทำความผิดอาญาจึงออกหมายเรียกมาแจ้งข้อหาเช่นเดียวกับประเทศที่เจริญทั่วโลกแล้ว

การขอศาลให้ออกหมายจับก็ง่ายไม่ต่างกัน ทั้งที่คดีส่วนใหญ่ไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้นแต่อย่างใด!

หลายคดีที่ปรากฏชัดว่าคนถูกกล่าวหาไม่ได้หลบหนีไปไหนหรือก่ออันตรายอะไร ซ้ำหลายคนยังพยายามแสดงเจตนาผ่านสื่อหรือช่องทางต่างๆ พร้อมเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาด้วยซ้ำ ศาลจะออกหมายจับกันทำไม?

สาเหตุแท้จริงเป็นเพราะตำรวจผู้ใหญ่ซึ่งเป็น ‘พนักงานสอบสวนผู้ไม่รับผิดชอบ’ อยากได้หมายจับเป็นผลงาน จึงสั่ง ‘พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ’ ให้ไปยื่นคำร้องขอต่อศาลหาทางเอาหมายมาให้ได้!

เพื่อจะได้ใช้ตำรวจนักสืบหรือมือปราบใส่ไอ้โม่ง หรือชุดคอมมานโด ‘หน่วยกล้าตาย’ ที่ฝึกซ้อมไว้ได้ ‘ล้อมบ้าน’ หรือไล่จับผู้ต้องหา ไม่ว่าจะเป็นการบุกถีบประตูบ้านคนจนหรือไล่ตะครุบตัวกันจากรถยนต์ตามถนนหนทางต่างๆ ทำคอนเทนต์ให้เป็นข่าวเด่นดัง!

เมื่อจับตัวหิ้วปีกกันมาเหมือนหมูหมาและบางคนก็ ‘ถูกฆ่าตาย’ ให้สื่อได้ถ่ายภาพเป็นข่าวเอิกเกริกแล้ว ก็ยังส่งผลทางจิตวิทยาทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าผู้ต้องหาน่าจะกระทำความผิด ไม่งั้นศาลคงไม่ออกหมายจับให้จนตำรวจต้องใช้ความพยายามในการตามจับตัวมา หรือ ‘ถูกฆ่า’ ทำวิสามัญฆาตกรรม ‘ปิดคดี’!

นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นเหตุในการคัดค้านการประกันตัวโดยอ้างมั่วๆ ว่า ‘น่าจะหลบหนี’ เพราะตำรวจต้องใช้วิธีไล่จับตัวมา รวมทั้งมีเจตนาเพื่อลดทอนความสามารถในการรวบรวมพยานหลักฐานต่อสู้คดี พิสูจน์ความจริงอย่างยุติธรรมของผู้ต้องหา เพราะต้อง ‘ติดคุกล่วงหน้า’ ระหว่างการพิจารณาสืบพยานของศาลอีกด้วย!

เพราะศาลส่วนใหญ่ก็มักสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตามที่ตำรวจคัดค้านไว้เพื่อความปลอดภัยจะได้ไม่ถูกผู้คนครหาไปต่างๆ นานา โดยไม่ได้ไต่สวนว่าเขามีพฤติการณ์หลบหนีจริงหรือไม่ ทั้งที่หลายคนหลายคดีเขาไม่ได้มีพฤติการณ์อะไรที่บ่งชี้ชัดเช่นนั้น แต่ตำรวจผู้ใหญ่ก็มักให้ข่าวผ่านสื่อกันว่าผู้ต้องหากำลังหลบหนีจะออกนอกประเทศไปทางนั้นทางนี้!

เช่น กรณีคดีดิไอคอน ผู้ต้องหาหลายคนได้ถูกออกหมายจับทั้งที่กำลังนั่งให้ถ้อยคำอยู่กับตำรวจบนที่ทำการของรัฐด้วยซ้ำ!

นอกจากนั้นในส่วนของคดีอัยการส่วนใหญ่ก็มักหลับหูหลับตาสั่งฟ้องไปตาม ‘นิยายสอบสวน’ ของตำรวจ ‘เสนอให้ฟ้องมา ก็สั่งฟ้องไป’ คิดกันแต่ว่า ‘ผิดถูก ค่อยไปว่ากันในชั้นศาล’ เป็นกระบวนการยุติธรรมที่สุดวิปริตผิดไปจากประเทศที่เจริญทั่วโลก!

ทำให้ผู้ต้องหาบางคนต้องติดคุกอยู่ในเรือนจำนานหลายปีโดยที่ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาว่ากระทำผิด อย่างกรณีนายสามารถก็ติดคุกอยู่เกือบสองปี ส่วนพอลและอีก 16 บอสดิไอคอนได้ติดคุกกันมากว่า 2 ปี ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่รู้ว่าพวกเขาจะต้องติดคุกไปอีกนานกี่ปีจนกว่าจะถึงวันที่ศาลมีคำพิพากษา?

และถ้าศาลยกฟ้องคดีก็หมายความว่าพวกเขาทุกคนต้องติดคุกฟรีมากกว่า 3 ปี หรืออาจ 4-5 ปี เพราะไม่ได้มีการกระทำผิดเกิดขึ้นจริงตามที่มีการกล่าวหาและผู้คนรวมทั้งสื่อบางกลุ่มได้สร้างกระแสขึ้นมา!

ต่อปัญหากระบวนการยุติธรรมที่เลวร้ายนี้ จำเป็นต้องมีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการออกหมายจับ โดยบัญญัติไว้ให้ ‘การขอหมายจับต้องกระทำโดยผ่านพนักงานอัยการตรวจพยานหลักฐานจนมั่นใจว่าจะสามารถสั่งฟ้องคดีพิสูจน์ความผิดให้ศาลพิพากษาลงโทษได้ และผู้ต้องหามีพฤติการณ์หลบหนี หรือทำลายพยานหลักฐาน หรือเป็นอันตรายต่อบุคคล หรือทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดด้วยเท่านั้น’

คดีจะมีอัตราโทษเกิน 3 ปีตามที่มาตรา 66 บัญญัติไว้ หรือหนัก-เบาเท่าไรไม่สำคัญ

แก้ปัญหาศาลออกหมายจับประชาชนตามที่ตำรวจของ่ายและใช้เป็นเหตุอ้างคัดค้านการประกันตัวกันมั่วๆ ทำให้บุคคลผู้ที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาว่ากระทำความผิดต้อง ‘ติดคุก’ อยู่ในเรือนจำอย่างไม่เป็นธรรมกันมากมาย!

แต่เมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้องหรือศาลพิพากษายกฟ้องชีวิตชื่อเสียงทั้งของตนเองและครอบครัวที่เสียหายไปอย่างย่อยยับ กลับไม่มีใครต้องรับผิดชอบแม้แต่คนเดียวเช่นทุกวันนี้!.

ที่มา: นสพ.ไทยโพสต์ คอลัมน์ เสียงประชาชนปฏิรูปตำรวจ:   ฉบับวันที่ 28 ก.ย. 2569

 

 

About The Author