‘ผับบาร์เถื่อน’ ทั่วไทย ไม่มีนายพลตำรวจติดคุก ไม่จบ!

‘ผับบาร์เถื่อน’ ทั่วไทย ไม่มีนายพลตำรวจติดคุก ไม่จบ!

      

                พันตำรวจเอกวิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

         

กรณีที่ได้เกิดเหตุการณ์ ร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ไฟไหม้ ทำให้มีคนตายไปถึง 33 ราย สุดสลดใจ ทำให้ประเทศไทยเป็นข่าวดังไปทั่วโลกนั้น!

นอกจากผู้เป็นเจ้าของจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหา กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และชดใช้ค่าสินไหมทดแทนญาติคนตายและคนเจ็บทั้งหมดรวมอาจนับพันล้านบาทแล้ว

ผู้คนกำลังถามหาความรับผิดชอบจากรัฐบาล ทั้งเรื่องการบริหารและความผิดอาญาว่าเป็นหน้าที่ใครระหว่าง ผู้ว่าฯ กทม. กับ ผบช.น. ในการตรวจตรารักษากฎหมายที่เกี่ยวข้อง ป้องกันมิให้มีการกระทำผิดกฎหมายจนนำไปสู่ความตายและทุพพลภาพของคนหนุ่มสาวกำลังสำคัญของชาติจำนวนมากเช่นนี้?

ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย บอกว่า กฎหมายมีปัญหา เพราะเป็นพื้นที่ไม่สามารถเปิดสถานบริการได้ คล้ายเป็นสาเหตุทำให้ต้องเปิด ‘ผับเถื่อน!’ โดยไม่พูดว่าใครมีหน้าที่รับผิดชอบในการรักษากฎหมาย และได้ทำหน้าที่นั้นกันจริงหรือไม่?

กฎหมายมีปัญหาที่ว่านั้นเรื่องอะไร มาตราใด และคิดจะแก้ไขให้เป็นอย่างไร จะให้เปิดสถานบริการกันง่ายๆ ได้ทั่วไทย ทำให้ผู้คนทั้งหนุ่มสาวและลูกเล็กเด็กแดงไม่เป็นอันหลับอันนอนกัน ก่อปัญหาทั้งอาชญากรรม อุบัติเหตุและยาเสพติดหรืออย่างไร?

โรงเบียร์ดังกล่าวขออนุญาตจากเขตและกรมสรรพสามิตในการขายอาหารและจำหน่ายสุรา แต่ทำไปทำมาได้กลายเป็น ‘ผับเถื่อน’ ไป ซึ่งไม่ทราบว่าทำมานานแล้วเท่าใด เพราะมีแต่ตำรวจผู้ใหญ่รับผิดชอบและ ‘ตำรวจหุ้นลม’ เท่านั้นที่รู้ดี โดยมีคนบอกว่าเปิดมาไม่ต่ำกว่าสามปี! คือได้มีการแสดงดนตรีและปล่อยให้มีการเต้นรำ ซึ่งถือเป็นสถานบริการรูปแบบหนึ่งตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3 (4) ก

ปัญหาคือ หน่วยงานใดและใครมีหน้าที่ตรวจตราจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายฐาน ‘เปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต’ ตามมาตรา 4 มีโทษจำคุกถึงหนึ่งปี

ตาม พ.ร.บ.สถานบริการ มาตรา 3 วรรคท้าย ในกรุงเทพมหานครกำหนดให้ ผบช.น. มีฐานะเป็น ‘พนักงานเจ้าหน้าที่’ ผู้มีอำนาจอนุญาต รวมทั้งการตรวจตรามิให้มีการฝ่าฝืนกฎหมายที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้เข้าใช้บริการ รวมทั้งทำให้สังคมเกิดความไม่สงบสุข ผู้คนไม่ต้องทนทุกข์จากเสียงดังอึกทึกและความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นตามมาสารพัด

ส่วนในต่างจังหวัด ผู้ว่าฯ เป็นผู้มีอำนาจอนุญาต แต่การตรวจตรามิให้มีการฝ่าฝืนเป็นงานรับผิดชอบของหัวหน้าตำรวจทั้งระดับจังหวัดและสถานีผู้มีหน้าที่รักษากฎหมาย

อย่างไรก็ดีนับแต่มีคนอุตริ แยกกรมตำรวจออกจากกระทรวงมหาดไทยไปเป็นตำรวจแห่งชาติ ขาดการบังคับบัญชาจากมหาดไทยไปอย่างสิ้นเชิง ก็ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่มีอำนาจสั่งตำรวจหน่วยใดให้ทำงานตามนโยบาย หรือแม้แต่ตรวจสอบควบคุมให้ทำหน้าที่ตามกฎหมายได้ต่อไป

ใครทนดูไม่ไหวอยากจับผู้กระทำผิดกฎหมายในเรื่องใด ก็ต้องสั่งหรือนำนายอำเภอ ปลัดอำเภอและ อส. หรือไม่ก็แจ้งให้กรมการปกครองไปจับแทน โดยบอกให้ตำรวจไม่ว่าระดับใดทั้งในและนอกจังหวัดรู้ไม่ได้ มิฉะนั้นความลับจะรั่วไหล!

ปัญหาคือตำรวจทุกหน่วยทุกระดับที่มีหน้าที่รับผิดชอบทั้งสถานี กองบังคับการไปจนถึงกองบัญชาการ ศูนย์สืบสวน บก.สืบสวน บช.สอบสวนกลาง ไม่รู้กันบ้างหรืออย่างไรว่า ได้มีการเปิด ‘ผับเถื่อน’ ขึ้นกลางเมืองหลวงเช่นนี้ และถ้ารู้เหตุใดจึงไม่จับกุมตามหน้าที่และกฎหมาย ซึ่งข้อเท็จจริงยังมีอีกมากมายทั้งในกรุงและแทบทุกจังหวัดใหญ่ทั่วไทย!

เป็นที่รู้กันดีในหมู่ตำรวจผู้น้อยและประชาชนว่า ‘ผับบาร์เถื่อน’ เหล่านี้ทั่วไทย เกิดขึ้นและอยู่ได้ ก็ด้วยการ ‘จ่ายส่วย’ รายเดือนให้ตำรวจผู้ใหญ่ทุกระดับที่มีหน้าที่รับผิดชอบ เก็บจากสถานีส่งกันเป็นทอดๆ ขึ้นไป ทำให้ตำรวจผู้น้อยไม่สามารถตรวจตราจับกุมตามหน้าที่ได้

ทำแต่เพียงแค่คอยรักษาความสงบไม่ให้เกิดเหตุร้ายและได้กินข้าวต้มฟรีเมื่อเข้าเวรตอนดึกเท่านั้น!

ปัญหา ‘ผับบาร์เถื่อน’ อันตรายทั่วไทย จะไม่มีวันแก้ไขให้หมดไปได้ ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่มีการสอบสวนดำเนินคดีกับ หัวหน้าตำรวจทุกหน่วยทุกระดับ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจตราจับกุม แต่ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จนทำให้ประชาชนต้องบาดเจ็บเสียชีวิตทั้งจากเหตุการณ์ไฟไหม้

รวมทั้งเหตุร้ายต่างๆ อีกมากมายสารพัดที่รัฐบาลมีหน้าที่ป้องกันเช่นทุกวันนี้!.

ที่มา :  นสพ.ไทยโพสต์  คอลัมน์ เสียงประชาชนปฏิรูปตำรวจ :  ฉบับวันที่ 20 ก.ค. 2569

 

 

About The Author