2 ทศวรรษฆ่าตัดตอนยาเสพติด ‘กสม.’ จี้กรมคุ้มครองสิทธิฯ เร่งเยียวยาครอบครัวผู้เสียหาย ไม่ต้องรอผลคดีอาญา
2 ทศวรรษ ฆ่าตัดตอนยังตามหลอน! กสม. ตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่รัฐกระทำทรมานและบังคับให้สูญหายประชาชนในช่วงสงครามยาเสพติด ชี้ 18 ชีวิตเชียงใหม่-เชียงราย ถูกอุ้มหาย-ฆ่า จี้ กรมคุ้มครองสิทธิฯ เร่งเยียวยาครอบครัวผู้เสียหาย ไม่ต้องรอผลคดีอาญา พร้อมสั่งตรวจ DNA ศพนิรนาม-รื้อบันทึกปฏิบัติการทหารตำรวจคืนความเป็นธรรม
เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและสมาคมลาหู่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ระบุว่ามูลนิธิผสานวัฒนธรรมลงพื้นที่ให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และได้รับข้อร้องเรียนจากสมาคมลาหู่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ถึงกรณีการบังคับให้สูญหายและฆาตกรรมหลายราย ระหว่างปี 2543 – 2546 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย ซึ่งในขณะนั้นประชาชนที่ได้รับผลกระทบอ้างว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายความมั่นคง (ผู้ถูกร้อง) ปฏิบัติหน้าที่โดยใช้ความรุนแรง กระทำทรมาน และบังคับให้สูญหาย จึงขอให้ตรวจสอบ
กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 รับรองสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของบุคคลและห้ามมิให้มีการกระทำที่เป็นการทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (ICPPED) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำร้องนี้ปรากฎว่า ระหว่างปี 2543 – 2546 เป็นช่วงคาบเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในการประกาศสงครามต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด มีประชาชนหลายรายถูกบังคับให้สูญหายและถูกทำให้เสียชีวิต ซึ่งก่อนหน้านี้ กสม. เคยตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการดำเนินนโยบายประกาศสงครามยาเสพติดของรัฐบาล เมื่อปี 2546 แล้ว ตามรายงานผลการพิจารณา ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 โดยเห็นว่า นโยบายดังกล่าวจูงใจให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ปฏิบัติหน้าที่เข้าใจว่ามีอำนาจที่จะจัดการทุกรูปแบบแม้แต่การใช้ความรุนแรงเพื่อให้ปัญหายาเสพติดหมดสิ้นไป ทำให้มีการปฏิบัติต่อประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ จนเกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงและเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง
ส่วนผู้เสียหายตามคำร้องซึ่งมีการร้องเรียนมาอีกครั้งนี้อยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ 13 ราย แบ่งเป็นถูกบังคับให้สูญหาย 10 ราย และเสียชีวิต 3 ราย และจังหวัดเชียงราย 5 ราย แบ่งเป็นถูกบังคับให้สูญหาย 4 ราย และเสียชีวิต 1 ราย แม้ว่าในการตรวจสอบจะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่สามารถยืนยันได้ว่าเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่การตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของ กสม. มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ขาดความรับผิดทางอาญาของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นการพิจารณาว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งคำให้การของญาติผู้เสียหายเกือบทุกรายสอดคล้องกันในสาระสำคัญว่ากลุ่มบุคคลที่ควบคุมตัวหรือกระทำต่อผู้สูญหายและผู้เสียชีวิตมีพฤติการณ์ที่บ่งชี้ถึงการใช้อำนาจรัฐ ได้แก่ การแต่งกายเครื่องแบบคล้ายทหารหรือตำรวจ การพกพาอาวุธปืน การใช้ยานพาหนะของราชการ และการเข้าปฏิบัติการเป็นกลุ่มที่มีการจัดระเบียบ เมื่อพยานหลักฐานเบื้องต้นบ่งชี้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ภาระในการแสดงพยานหลักฐานเพื่อหักล้างควรเป็นหน้าที่ของรัฐด้วย เนื่องจากรัฐเป็นผู้ครอบครองข้อมูล บันทึก และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ญาติผู้เสียหายซึ่งเป็นประชาชนทั่วไปไม่อาจเข้าถึงพยานหลักฐานดังกล่าวได้โดยง่าย
เมื่อพิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ถูกบังคับให้สูญหายหรือผู้เสียชีวิต หลายคนเป็นหัวหน้าครอบครัว บางครอบครัวมีเด็กที่ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า และทุกครอบครัวต้องอยู่ในความเศร้าเนื่องจากไม่ทราบชะตากรรมของบุคคลอันเป็นที่รัก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงระบบสามประการที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขเพื่อป้องกันมิให้เกิดการละเมิดในลักษณะเดียวกันขึ้นอีก ได้แก่
(1) เหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในบริบทของการปฏิบัติตามนโยบายปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ ชี้ให้เห็นว่ายังขาดระเบียบปฏิบัติในการควบคุมตัวที่ชัดเจนและสอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชน (2) พฤติการณ์การควบคุมตัวโดยไม่มีหมายจับและการทำร้ายร่างกายต่อหน้าพยานล้วนเป็นการกระทำต้องห้ามภายใต้ CAT และ ICPPED ซึ่งบ่งชี้ว่าเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอาจขาดความรู้ความเข้าใจในพันธกรณีระหว่างประเทศ และ (3) การที่ญาติผู้เสียหายหลายรายยังคงเกรงกลัวต่อความปลอดภัยของตนแม้เวลาผ่านมากว่าสองทศวรรษ สะท้อนถึงความล้มเหลวของกลไกรับเรื่องร้องเรียนในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน
แม้การบังคับให้สูญหายตามคำร้องนี้ ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่จะยืนยันได้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้กระทำหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง ประกอบกับเหตุการณ์เกิดขึ้นมานานกว่า 20 ปี ซึ่งยากต่อการแสวงหาข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพิ่มเติม อย่างไรก็ดีจากการตรวจสอบเชื่อได้ว่าการสูญหายหรือเสียชีวิตตามคำร้องเกิดจากการบังคับให้สูญหายที่ส่งผลให้สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของผู้เสียหายที่ได้รับการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และอนุสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้รับการคุ้มครอง อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ให้ดำเนินการ สรุปได้ดังนี้
(1) ให้ตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงกรณีการกระทำให้บุคคลสูญหายตามคำร้องนี้จนกว่าจะทราบที่อยู่และชะตากรรมของผู้ถูกบังคับให้สูญหายและรู้ตัวผู้กระทำผิด โดยสืบสวนสอบสวนกรณีผู้สูญหายและผู้เสียชีวิตตามคำร้องนี้อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมถึงการรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และการตรวจสอบบันทึกการปฏิบัติงานของหน่วยทหารและตำรวจในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงรายในช่วงปี 2543 – 2546
ทั้งนี้ ให้ประสานงานกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เพื่อบันทึกข้อมูลอัตลักษณ์ของผู้สูญหายทุกรายตามที่ปรากฏในรายงานนี้ลงในระบบฐานข้อมูลกลางในการจัดเก็บและสืบค้นข้อมูลบุคคลสูญหายและพิสูจน์ศพนิรนาม และดำเนินการเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมของญาติผู้สูญหายทุกรายเพื่อเปรียบเทียบกับศพนิรนามที่อาจค้นพบในอนาคต รวมถึงตรวจสอบว่ามีศพนิรนาม ที่ค้นพบในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงรายในช่วงปี 2543 – 2546 ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ตัวตนหรือไม่
(2) ให้กำหนดมาตรการชดเชยเยียวยาให้แก่ญาติหรือครอบครัวของบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหายและเสียชีวิต โดยเยียวยาทางการเงินให้แก่ครอบครัวผู้สูญหายและผู้เสียชีวิตทุกรายตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยมิต้องรอผลการพิสูจน์ความรับผิดทางอาญาให้เสร็จสิ้นเสียก่อน เนื่องจากครอบครัวได้รับความเสียหายและแบกรับภาระมาเป็นระยะเวลานานแล้ว และให้ออกเอกสารรับรองสถานะผู้ถูกบังคับให้สูญหายแก่ผู้สูญหายทุกรายเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการทางกฎหมายของครอบครัว รวมทั้ง ให้มีการแจ้งผลการดำเนินการและความคืบหน้าแก่ญาติหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นลายลักษณ์อักษรทุก 90 วัน จนกว่าจะทราบชะตากรรมของผู้ถูกบังคับให้สูญหายทุกราย
(3) ให้กำหนดมาตรการป้องกันการเกิดซ้ำ โดยประสานงานกับกองทัพบกและสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อจัดทำและปรับปรุงระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการควบคุมตัวบุคคลให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ที่มีประชากรกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่ และให้จัดการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจในพื้นที่เกี่ยวกับกฎหมายและอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการทรมานและการบังคับให้สูญหาย รวมทั้ง ให้จัดตั้งกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่เข้าถึงได้ง่าย โดยให้มีล่ามและสื่อประชาสัมพันธ์ในภาษาท้องถิ่น และกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้ร้องเรียนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้ผู้เสียหายไม่ต้องเกรงกลัวการแจ้งเรื่องร้องเรียนด้วย

