ตำรวจตั้งด่าน ‘หวังดีต่อประชาชน’ หรือ ‘หวังเงิน’ กันแน่?
ตำรวจตั้งด่าน ‘หวังดีต่อประชาชน’ หรือ ‘หวังเงิน’ กันแน่?
พันตำรวจเอกวิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร
กรณีมีคลิป ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ได้ไปตรวจการตั้งด่านของตำรวจและให้คำแนะนำว่า ระยะนี้เป็นช่วงปีใหม่ ขอให้เน้นการดูแลอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางสัญจรเป็นหลัก อย่ามุ่งแต่จับและปรับทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ผู้คนก่นด่ากันทั้งบ้านทั้งเมืองเช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
คลิปดังกล่าวที่ตำรวจแอบถ่ายไว้ได้กลายเป็นประเด็นถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันว่า ผู้ว่าฯ มีอำนาจตามกฎหมายในการไปตรวจและทำถูกต้องหรือไม่ ที่ไปพูดจาสั่งสอนและแนะนำการทำงานในการ ‘ตั้งด่าน’ ของตำรวจ ซึ่งปัจจุบันนับแต่การแยกออกจากกระทรวงมหาดไทย ได้กลายเป็นองค์กรอิสระไม่ขึ้นต่อใครในจังหวัดแล้ว!
ปัญหาตำรวจไทยได้นำสิ่งต่างๆ มาขวางถนน เรียกผู้คนหยุดรถ ขอตรวจค้น ตรวจเมา หรือตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด เป็นเรื่องที่กระทำผิดกฎหมายกันมานานจนตำรวจส่วนใหญ่เข้าใจว่าตนมีอำนาจทำได้?
ถนนและทางหลวงทุกสายนั้นเปรียบเสมือนเส้นโลหิตในร่างกายของมนุษย์ที่ทำให้มีชีวิตอยู่ได้ และเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ทุกสังคมพัฒนา มีความเจริญก้าวหน้าทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ
การปิดกั้นทางหลวงที่อาจก่อให้เกิดอันตรายไม่ว่าโดยบุคคลใดจึงถูกบัญญัติห้ามไว้อย่างเด็ดขาดใน พ.ร.บ.ทางหลวงแผ่นดิน พ.ศ.2535 มาตรา 39 ที่บัญญัติว่า ‘ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการปิดกั้นทางหลวง หรือนำสิ่งใดมาขวางหรือวางบนทางหลวง หรือกระทำด้วยประการใดๆ บนทางหลวงในลักษณะที่อาจเกิดอันตรายหรือเสียหายแก่ยานพาหนะหรือบุคคล’
โดยรัฐได้จัดตั้งหน่วยงานที่เรียกกันว่า ‘ตำรวจทางหลวง’ ขึ้น ทำหน้าที่ตรวจตรารักษากฎหมายทางหลวงทุกมาตรา โดยเฉพาะกรณีที่ฝ่าฝืนตั้งวางสิ่งกีดขวาง ต้องระวางโทษรุนแรงจำคุกถึงสามปี
แต่ตำรวจผู้ใหญ่ที่สั่งการให้ตำรวจผู้น้อยทั่วประเทศ ‘ตั้งด่าน’ มักอ้างว่ามีอำนาจทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อสะดวกต่อการตรวจตรารักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อย รวมทั้งเพื่อป้องกันอุบัติเหตุทั้งช่วงเทศกาลและไม่ใช่เทศกาล
ปัญหาคือ ตำรวจมีอำนาจเช่นว่านั้นจริงหรือไม่?
คำถามง่ายๆ ที่ไร้คำตอบแม้กระทั่งปัจจุบัน ก็คือ ‘หากเกิดอุบัติเหตุรถชนเสียหาย มีคนเจ็บตาย ใครต้องเป็นฝ่ายรับผิดทั้งทางอาญาและชดใช้ความเสียหายระหว่างคนขับรถกับตำรวจที่เกี่ยวข้องกับตั้งด่านทั้งผู้สั่งการและผู้ปฏิบัติ’
เพราะถนนทุกสายได้ออกแบบไว้ตามหลักวิศวกรรมจราจรเพื่อให้ผู้คนขับรถขับด้วยความสะดวกรวดเร็วและปลอดภัย โดยทุกคนมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายทั้ง พ.ร.บ.ทางหลวง ที่มุ่งคุ้มครองทางมิให้ใครมาทำให้เสียหายหรือก่ออันตรายโดยเฉพาะการตั้งวางสิ่งกีดขวาง การบรรทุกหนักหรือทำวัสดุตกหล่น
พ.ร.บ.ขนส่ง คุ้มครองสภาพรถยนต์ที่นำมาใช้ให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย
ส่วน พ.ร.บ.จราจรทางบก มุ่งควบคุมพฤติกรรมการขับรถให้ปฏิบัติตามข้อกำหนด ข้อบังคับ เครื่องหมายและสัญญาณต่างๆ เป็นหลักประกันไม่ให้เกิดอันตรายทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 140 บัญญัติว่า ‘เมื่อปรากฏแก่เจ้าพนักงานจราจรว่าผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.นี้ เจ้าพนักงานจราจรจะว่ากล่าวตักเตือนหรือจะออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่นั้นชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบปรับก็ได้’
นั่นหมายความว่า ตำรวจเฉพาะผู้ทำหน้าที่เป็น ‘เจ้าพนักงานจราจร’ จะมีอำนาจเรียกให้ใครหยุดรถก็ต่อเมื่อได้พบการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกอย่างหนึ่งอย่างใดแล้วเท่านั้น และมีอำนาจว่ากล่าวตักเตือนหรือออกใบสั่งให้ไปชำระค่าปรับตามที่พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบ โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับพฤติการณ์กระทำผิดและฐานะทางเศรษฐกิจของบุคคลรวมทั้งพื้นที่
ตำรวจไม่ได้มีอำนาจนำสิ่งกีดขวางมาวาง ‘ตั้งด่านขวางทางหลวง’ เพื่อเรียกให้ใครหยุดรถ ‘ขอตรวจดูใบขับขี่’ ถามโน่นถามนี่ ตรวจหาความผิด หรือขอตรวจค้น ตรวจความเมา หรือตรวจฉี่โดยไม่มีเหตุหรือพฤติการณ์อันควรสงสัยตามที่กฎหมายในแต่ละฉบับบัญญัติไว้
แต่ตำรวจไทยในปัจจุบันก็ปฏิบัติกันเช่นนั้นตลอดมา ทำให้ประชาชนทั่วประเทศผู้ไม่ได้กระทำผิดกฎหมายได้รับความเดือดร้อนเสียหายและคับแค้นใจกันมากมาย โดยเฉพาะผู้ขับรถบรรทุก เพราะรถทุกคันที่ไม่ได้ ‘จ่ายส่วย’ จะถูกเรียกให้หยุดโดยไม่มีเหตุกระทำความผิดอะไร ทำให้เสียทั้งเวลาและอารมณ์ในระหว่างเดินทางอย่างยิ่ง
บ้างก็ถูกสั่งให้ลงจากรถไปปัสสาวะเพื่อตรวจหาสารเสพติดโดยเฉพาะคนยากจน บ้างก็ขอตรวจค้นหาอาวุธ โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการป้องกันอาชญากรรม ตำรวจทุกคนมีอำนาจทำได้ตาม ป.วิ อาญา มาตรา 93 โดยไม่สนใจว่าประชาชนจะก่นด่าหรือแม้กระทั่งสาปแช่งกันเพียงใด?
ตำรวจคือ ‘ผู้มีหน้าที่รักษากฎหมาย’ ซึ่งมีหลายวิธีในการปฏิบัติซึ่งจะไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อคนส่วนใหญ่ ผู้ไม่ได้กระทำผิด เช่น ใช้การตรวจสังเกตหรือสืบหาข้อมูลผู้ต้องสงสัยแล้วรวบรวมหลักฐานจับกุมดำเนินคดีเป็นรายๆ ไปเช่นการปฏิบัติของตำรวจในประเทศที่เจริญทั่วโลก
ไม่มีประเทศในโลกใช้วิธี ‘ตั้งด่าน’ นำสิ่งต่างๆ มาขวางถนน ขอตรวจค้น ตรวจเมา หรือขอตรวจฉี่ประชาชนโดยไม่มีเหตุผลหรือพฤติการณ์อันควรสงสัยแน่ชัดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้
ไม่ว่าจะด้วยความปรารถนาดี หรือแท้จริงมีเจตนาเพื่อการหาเงินจากส่วนแบ่งค่าปรับ หรือหาโอกาสจับผู้กระทำผิดกฎหมายไปต่อรองเรียกค่าไถ่ นำเงินไป ‘ส่งส่วย’ ให้ตำรวจผู้ใหญ่อย่างที่ประชาชนทั้งประเทศคิดและเข้าใจเช่นนั้นกันแต่อย่างใด!.

ที่มา : นสพ.ไทยโพสต์ คอลัมน์ เสียงประชาชนปฏิรูปตำรวจ : ฉบับวันที่ 5 ม.ค. 2569

