ปัญหาตำรวจไทยและแนวทางปฏิรูป

ปัญหาตำรวจไทยและแนวทางปฏิรูป’

  พันตำรวจเอกวิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2568 ผู้เขียนได้รับบทความจาก พลเอกเจิดวุธ คราประยูร (ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและยุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ) ซึ่งวิเคราะห์ปัญหาตำรวจไทยในเชิงระบบและโครงสร้างการจัดองค์กร รวมทั้งเสนอแนวทางปฏิรูปด้านต่างๆ ไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง

ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าส่วนใหญ่มีประเด็นสำคัญตรงกับข้อเท็จจริงของปัญหาที่เกิดขึ้นและถูกหมักหมมมานานกว่าครึ่งศตวรรษ โดยทุกข้อเสนอเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ซึ่งหากพรรคการเมืองผู้มีอำนาจรัฐที่มีคุณธรรมทั้งปัจจุบันและในการเลือกตั้งใหญ่ที่จะถึงได้นำไปปฏิบัติ จะสามารถแก้ปัญหาตำรวจที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนโดยเฉพาะคนยากจนได้กว่า 50 เปอร์เซ็นต์

จึงถึงเวลาแล้วที่ประชาชนคนไทยรวมทั้งพรรคการเมืองที่รักชาติและประชาธิปไตยทุกคนและทุกพรรค จะต้องตระหนักถึงปัญหาตำรวจที่กำลังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรงมากขึ้นทุกวัน และช่วยกันผลักดันให้การปฏิรูปตำรวจเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด

หากพรรคการเมืองใดไม่เขียนนโยบายปฏิรูปตำรวจไว้เป็นหลักฐานให้ชัดเจนว่าจะทำอะไรบ้าง แต่ละเรื่องใช้เวลานานเท่าใด แสดงว่าพรรคนั้นไม่ตระหนักถึงปัญหาตำรวจอย่างแท้จริง ประชาชนจึงไม่ควรลงคะแนนเลือกตั้งให้พรรคการเมืองนั้น รวมทั้ง สส.ของพรรคได้เข้าไปมีที่นั่งในสภา โดยหันไปเลือกพรรคที่มี นโยบายปฏิรูปตำรวจ อย่างชัดเจนแทน

จึงขออนุญาตนำบทความมาลงพิมพ์โดยปรับชื่อเรื่องให้กระชับขึ้น มีเนื้อหาดังนี้

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “ความเชื่อมั่นกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย” กลายเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของสังคมไทย ไม่ใช่เพราะเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ไม่ดี แต่เพราะโครงสร้าง ระบบงาน และวัฒนธรรมองค์กรบางส่วน อาจไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ และไม่สามารถรองรับความคาดหวังของประชาชนได้เหมือนเดิม

ประเทศจำนวนมากทั่วโลกที่ประสบปัญหาเสถียรภาพรัฐ มักเริ่มจากการที่ระบบตำรวจและกระบวนการยุติธรรมอ่อนแรงเมื่อการบังคับใช้กฎหมายไม่สม่ำเสมอ ความกลัวเพิ่มขึ้น ความเชื่อมั่นลดลง และเศรษฐกิจสีเทามีพื้นที่เติบโต นี่คือบทเรียนสากลที่ไทยไม่ควรมองข้ามเช่นกัน

          1) ปัญหาเชิงพฤติกรรมที่ปรากฏซ้ำในหลายพื้นที่

แม้เจ้าหน้าที่จำนวนมากทำงานอย่างหนัก แต่ก็มี “ความท้าทายเชิงระบบ” ที่ยังถูกพูดถึงต่อเนื่อง เช่น

* การล่าช้าในการให้บริการประชาชน

การรับแจ้งเหตุ-ติดตามคดีที่ไม่สม่ำเสมอ ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น

* การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เท่าเทียมกัน

สังคมตั้งคำถามบ่อยครั้งว่า การดำเนินคดีบางประเภท หรือบางกลุ่ม อาจมีความต่างกันอย่างเห็นได้ชัด จนเกิดความรู้สึก “สองมาตรฐาน”

* ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนและแรงจูงใจที่บิดเบี้ยว

ในบางพื้นที่มีข้อกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันจากกลุ่มธุรกิจต่างๆ ที่อาจกระทบความเป็นกลางของเจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่

* การใช้เวลาของเจ้าหน้าที่กับงานที่ไม่ใช่ภารกิจหลัก

หลายฝ่ายสะท้อนว่า ประชาชนบางพื้นที่อาจไม่ได้รับการบริการเท่าที่ควร เพราะกำลังคนถูกเบี่ยงไปทำภารกิจอื่นที่ไม่ใช่งานตำรวจโดยตรง

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สะท้อน “ตัวบุคคล” แต่สะท้อนระบบและแรงจูงใจที่อาจไม่สอดคล้องกับภารกิจเชิงสาธารณะในยุคปัจจุบัน

          2) ปัญหาเชิงโครงสร้าง (Structural Issues) ที่ฝังลึก

2.1 การรวมศูนย์อำนาจสูงมาก องค์กรที่ต้องตัดสินใจรวดเร็วและใกล้ชิดประชาชน ยิ่งกระจายอำนาจก็ยิ่งตอบสนองได้ดี แต่โครงสร้างปัจจุบันของตำรวจไทยมีลักษณะรวมศูนย์อย่างมาก ทำให้การประเมินผลงานและการตอบสนองต่อพื้นที่แตกต่างกันไม่เท่าที่ควร

2.2 ระบบตรวจสอบภายใน-ภายนอกยังไม่แข็งแรง แม้มีกลไกตรวจสอบหลายระดับ แต่สังคมยังรู้สึกว่า

* การตรวจสอบ “โดยคนในองค์กรเดียวกัน” อาจไม่เพียงพอ

* กระบวนการร้องเรียนยืดเยื้อ และข้อมูลเปิดเผยต่อสาธารณะน้อย

ในหลายประเทศ แก้ด้วยการตั้งคณะกรรมการอิสระด้านความโปร่งใสตำรวจ (Police Integrity Commission) ที่ไม่ขึ้นตรงกับหน่วยงานใด โมเดลแบบนี้ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นได้อย่างมาก

2.3 ระบบบุคลากร (HR) และแรงจูงใจ หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า

* ระบบพัฒนาบุคลากรยังเน้นทักษะดั้งเดิมมากกว่างานบริการประชาชนหรืองานดิจิทัล

* เส้นทางความก้าวหน้าอาจไม่ผูกกับความสามารถเท่าที่ควร

* ค่าตอบแทนและภาระงานไม่สอดคล้องกับความเสี่ยงในยุคปัจจุบัน

สิ่งเหล่านี้ทำให้ “คนดีอยู่ยาก คนเก่งอยู่ไม่ทน” ซึ่งเป็นปัญหาของระบบราชการทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย

2.4 กลไกข้อมูลและสถิติที่ไม่โปร่งใสเพียงพอ สังคมต้องการเห็นข้อมูลเกี่ยวกับ

* คดีที่รับ

* คดีที่คืบหน้า

* เวลาที่ใช้

* อัตราการจับกุม

* คุณภาพบริการประชาชน

แต่ข้อมูลจำนวนมากยังไม่เปิดเผยในระดับที่ประชาชนตรวจสอบได้ง่าย

2.5 ความซับซ้อนของอิทธิพลทางการเมือง-เศรษฐกิจในท้องถิ่น หลายพื้นที่มีปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่าง

* กลุ่มธุรกิจ

* ผู้มีบทบาททางการเมือง

* ผู้บังคับใช้กฎหมาย

ปัจจัยเหล่านี้มีในทุกประเทศกำลังพัฒนา แต่หากไม่บริหารจัดการให้ดี อาจนำไปสู่ความเสี่ยงของ “รัฐซ้อนรัฐ” (State within State) ได้เช่นกัน

          3) ผลกระทบหากไม่เร่งปฏิรูป

ด้านเศรษฐกิจ

* นักลงทุนลังเล เพราะความคาดการณ์ได้ต่ำ

* ภาคธุรกิจสีเทาเติบโต

* การเก็บภาษีรัฐลดลงด้านสังคม

* ประชาชนรู้สึกว่าต้องดูแลความปลอดภัยกันเอง

* ความไว้เนื้อเชื่อใจในสังคมลด

* ความรุนแรงเชิงพื้นที่เพิ่ม

ด้านการเมืองและความมั่นคง

* ความศรัทธาต่อสถาบันรัฐลดลง

* ความเสี่ยง toward “State Fragility” เพิ่มขึ้น

* ประเทศยากจะเข้าสู่มาตรฐาน OECD หรือ Rule of Law ที่โลกยอมรับ

          4) แนวทางปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ทำได้จริงในไทย

ระยะสั้น (1-2 ปี)

* ปรับระบบร้องเรียนและตรวจสอบให้เข้าถึงได้ง่ายและปลอดภัย

* ลดงานที่ไม่ใช่ภารกิจตำรวจ และเพิ่มกำลังให้โรงพักให้บริการประชาชน

* ยกเลิกภารกิจที่สร้างปัญหาความเชื่อมั่น เช่น ด่านตรวจที่ไม่จำเป็น

* เริ่มเปิดเผยข้อมูลสถิติคดีในระดับสถานี

ระยะกลาง (3-5 ปี)

* ตั้งองค์กรตรวจสอบตำรวจแบบอิสระ

* ปรับระบบ HR ให้ผูกกับผลงานและทักษะที่จำเป็น

* กระจายอำนาจให้จังหวัด/ท้องถิ่นมีส่วนประเมินคุณภาพการทำงานของตำรวจในพื้นที่

* ใช้เทคโนโลยีตรวจสอบ เช่น AI วิเคราะห์ความผิดปกติของการทำงาน

ระยะยาว (5-10 ปี)

* รีเซตวัฒนธรรมองค์กรเป็น “ตำรวจสมัยใหม่เพื่อประชาชน”

* ทำให้โรงพักโปร่งใสที่สุดในระบบราชการ ผ่าน Open Data และ Dashboard

* ปฏิรูปหลักสูตรตำรวจให้สอดคล้องโลกดิจิทัล การบริการประชาชน และมาตรฐานสากล

* เสริมสร้างค่านิยมใหม่ให้ตำรวจเป็น “รากฐานของความเจริญ ไม่ใช่คอขวดของประเทศ”

          5) สรุป

ปัญหาตำรวจไทยไม่ใช่เรื่องของ “คนไม่ดี” แต่เป็นเรื่องของ “โครงสร้าง-แรงจูงใจ-ระบบตรวจสอบ-ข้อมูล-วัฒนธรรมองค์กร” ที่ยังไม่สอดคล้องกับความท้าทายในศตวรรษที่ 21

ประเทศไทยจะก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้วได้ ต้องมี Rule of Law ที่แข็งแรงและโปร่งใส

การปฏิรูปตำรวจจึงไม่ใช่เรื่องขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของอนาคตประเทศทั้งหมด.

          ที่มา :  นสพ.ไทยโพสต์  คอลัมน์ เสียงประชาชนปฏิรูปตำรวจ: ฉบับวันที่ 8 ธ.ค. 2568

About The Author