‘ยุติธรรมอัปยศ’ ประชาชนหมดศรัทธา นายกฯ จะแก้ปัญหาอย่างไร?
‘ยุติธรรมอัปยศ’ ประชาชนหมดศรัทธา นายกฯ จะแก้ปัญหาอย่างไร?
พันตำรวจเอกวิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร
เมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ไปเป็นประธานเปิดงาน ’24 ปี การช่วยเหลือเหยื่อผู้บริสุทธิ์’ ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี ที่จัดโดยกระทรวงยุติธรรม
นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงปัญหาการจ่ายเงินเยียวยา ‘แพะ’ ซึ่งหมายถึงผู้บริสุทธิ์ที่ถูกรัฐจับไปขังไว้ในเรือนจำแล้วสุดท้ายศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้อง ทำให้ต้องจ่ายเงินเยียวยาในเวลา 24 ปีมีจำนวนถึง 1.4 แสนราย รวมเป็นเงิน 8,000 ล้านบาท!
นายกฯ บอกว่า นี่ไม่ใช่ ‘ผลงาน’ แต่แท้จริงคือ ‘ความอัปยศ’ ของกระบวนการยุติธรรม!
ก็ต้องขอชื่นชมนายกรัฐมนตรีที่พูดประโยคนี้ออกมาให้ประชาชนทั่วประเทศได้ยินกันชัดๆ
ส่วนพูดแล้วจะคิดอ่านทำอะไรหรือไม่นั้น เป็นอีกปัญหาหนึ่ง?
เบื้องต้นขอเรียนว่าข้อมูลนี้น่าจะมีความผิดพลาดไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง เพราะถ้าประเทศไทยมีคนตกเป็น ‘แพะ’ ในเวลา 24 ปี มีจำนวนถึง 140,000 คน ก็น่าจะเรียกว่าเป็น ‘รัฐวิบัติ’ ได้แล้ว!
ตัวเลขนี้น่าจะเป็นการรวมจำนวน ‘ผู้เสียหาย’ คดีอาญาที่รัฐจ่ายเงินเยียวยาให้ทั้งหมดเข้าไปด้วย!
ส่วนบุคคลที่ตกเป็น ‘แพะ’ อย่างแท้จริง ซึ่งหมายถึงผู้บริสุทธิ์ที่ถูกจับนำไปคุมขังไว้ระหว่างดำเนินคดีแล้วสุดท้ายศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องในเวลา 24 ปี น่าจะมีจำนวนหลายพัน หรืออาจนับหมื่นคน!
ซึ่งก็ยังมากอยู่ดี และจะถือว่ามากที่สุดในโลกก็ได้!
อย่างไรตาม เงินที่จ่ายก็ไม่น่าจะถึง 8,000 ล้านบาท?
เพราะผู้ไม่ได้ทำผิดที่ถูกตำรวจจับไปฝากขังแล้วศาลไม่ให้ประกันจนกระทั่งถึงชั้นพิจารณา แต่สุดท้ายศาลได้พิพากษายกฟ้อง รัฐก็ไม่ได้จ่ายเงินเยียวยาให้ทุกคนแต่อย่างใด?
เนื่องจากตามระเบียบฯ กระทรวงยุติธรรมจะจ่ายให้เฉพาะผู้ที่ศาลพิพากษาว่า ‘ไม่ได้กระทำความผิด’ ตามฟ้องเท่านั้น ซึ่งข้อเท็จจริงแทบไม่เคยปรากฏ!
คำพิพากษาแทบทั้งหมดศาลล้วนบอกว่า ‘ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยไป’ ซึ่งทำให้จำเลยไม่มีสิทธิ์ได้ ยกเว้นในกรณีที่คณะกรรมการมีมติให้จ่ายเป็นบางราย ซึ่งมีน้อยมาก!
‘เงินเยียวยา’ ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกตำรวจขอศาลออกหมายจับกันมั่วๆ และนำตัวไปขังไว้ ไม่ว่าจะเพิ่มให้อีกมากเท่าใดจึงไม่ใช่คำตอบสำหรับ ‘ความอยุติธรรม’ อย่างที่บุคคลหลายฝ่ายแม้กระทั่งผู้ที่สังคมเรียกว่าเป็น ‘นักกฎหมาย’ ภูมิใจกันตลอดมา!
ปัญหาที่สำคัญของกระบวนการยุติธรรมอาญาไทยคือ รัฐปล่อยให้ตำรวจ ‘ออกหมายเรียกผู้ต้องหา’ และ ‘ขอศาลให้ออกหมายจับ’ ประชาชนกันแสนง่าย ไร้การตรวจสอบควบคุมถึงความจำเป็นในการจับอย่างแท้จริง!
ส่งผลทำให้ประชาชนถูกตำรวจถือหมายไล่จับกันกลางถนนเหมือนหมูหมา นำไปขังและฝากขังในเรือนจำอย่างป่าเถื่อนกันมากมาย ทั้งที่คดีส่วนใหญ่สามารถออกหมายเรียกได้ แต่ตำรวจผู้ใหญ่ก็ไม่ต้องการ?
แม้กระทั่งผู้ถูกกล่าวหาที่แน่ใจว่าไม่ได้ทำผิดรู้ตัวล่วงหน้าว่าจะถูกออกหมายจับ บางคนพยายามแสดงตนในทุกที่ว่าพร้อมรับทราบข้อหา มาตามหมายเรียก ไม่ต้องออกหมายจับ เพราะจะทำให้ชีวิตเสียหายย่อยยับ แต่ตำรวจก็ยังไปขอศาลให้ออกหมาย ซึ่งศาลก็ให้ตามที่ตำรวจขอกันเป็นส่วนใหญ่!
เพราะการได้หมายจับจะทำให้ตำรวจที่เรียกกันว่า ‘นักสืบ’ หรือ ‘มือปราบ’ ใช้บุกจับคนกันตามบ้านหรือแม้แต่ในรถยนต์กลางถนนหนทาง ล็อกคอใส่กุญแจมือทำคอนเทนต์ให้ดูเป็นพระเอก มีผลงานการจับกุมเป็นข่าวเด่นดัง!
อีกทั้งเป็นการสร้างกระแสทำให้ประชาชนคิดว่าเขาเป็นผู้กระทำผิด มิฉะนั้นศาลคงไม่ออกหมายจับให้ ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ได้มีความหมายเช่นนั้นแต่อย่างใด
นอกจากนั้น ตำรวจยังใช้เป็นเหตุอ้างในการ ‘ค้านประกันตัว’ ด้วยเหตุผลมั่วๆ ว่า ‘น่าจะหลบหนี’ เพื่อลดทอนความสามารถในการต่อสู้คดีของผู้ต้องหา ทำให้ไม่สามารถหาหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ง่ายๆ
ซึ่งศาลส่วนใหญ่ก็มักไม่กล้าอนุญาตด้วยเหตุผลว่าเนื่องจากตำรวจได้คัดค้านไว้ รวมไปถึงอัยการก็คัดค้านมั่วๆ ตามตำรวจไปด้วย!
ส่งผลทำให้ในปัจจุบันมีบุคคลที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาว่ากระทำความผิดต้องติดคุกอยู่ในเรือนจำระหว่างพิจารณาคดีกันมากมายหลายหมื่นคน!
แต่เมื่อคดีถึงที่สุดศาลพิพากษายกฟ้อง ก็ไม่มีใครต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายย่อยยับที่ไม่สามารถแก้ไขให้กลับคืนมาได้แม้แต่คนเดียว!
เป็น ‘กระบวนการยุติธรรมอัปยศ’ ที่ทำให้ผู้คนหมดศรัทธา และเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศที่ต้องได้รับการแก้ไขให้เร็วที่สุด
ถ้านายกรัฐมนตรีมีความจริงใจ ก็สามารถเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 66 ว่าด้วยการออกหมายจับผู้ต้องหาได้
โดยให้ศาลมีอำนาจออกหมายเฉพาะในกรณีที่ ‘มีหลักฐานการกระทำผิดชัดเจนและน่าเชื่อถือ’ แทนคำว่า ‘หลักฐานตามสมควร’ รวมทั้งผู้ต้องหาต้องมี ‘พฤติการณ์หลบหนี’ หรือ ‘ทำลายพยานหลักฐาน’ หรือ ‘เป็นอันตรายต่อบุคคลหรือทรัพย์สิน’ อย่างหนึ่งอย่างใดด้วยเท่านั้น
และการขอหมายก็ต้องผ่านการตรวจหลักฐานจากพนักงานอัยการ โดยอัยการต้องมั่นใจว่าเมื่อได้จับใครมาแล้วจะสามารถสั่งฟ้องคดีพิสูจน์ความผิดให้ศาลพิพากษาลงโทษได้
ปัญหาเรื่องรัฐจับคนมาขังแล้วสุดท้ายอัยการสั่งไม่ฟ้อง หรือศาลพิพากษายกฟ้อง ผู้บริสุทธิ์ได้รับความเดือดร้อน ผู้กระทำผิดตัวจริง ‘ลอยนวล’ ก็จะหมดไปจากประเทศไทย
ร่างกฎหมายแก้ไข ป.วิ อาญา ในเรื่องนี้ มีการบรรจุเข้าสภารอการประชุมพิจารณาของสมาชิกชุดที่ถูกยุบไปอยู่แล้ว
ถ้านายกรัฐมนตรีต้องการแก้ปัญหา ก็สามารถนำมายืนยันบรรจุเข้าสู่การพิจารณาของสภาชุดปัจจุบันได้
ปัญหาความอัปยศของกระบวนการยุติธรรมอาญาไทยก็จะหมดไป และเป็นการยกระดับให้ก้าวหน้าทัดเทียมกับนานาอารยประเทศทั่วโลก.

ที่มา : นสพ.ไทยโพสต์ คอลัมน์ เสียงประชาชนปฏิรูปตำรวจ : ฉบับวันที่ 11 พ.ค. 2569

