กัน ‘ผู้กระทำผิดอาญา’ เป็น ‘พยาน’ ไม่มีกฎหมายให้ตำรวจทำได้!
กัน ‘ผู้กระทำผิดอาญา’ เป็น ‘พยาน’ ไม่มีกฎหมายให้ตำรวจทำได้!
พันตำรวจเอกวิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร
เวลานี้มีการถกเถียงกันในหมู่ผู้คนแม้กระทั่งนักกฎหมายว่า ปัญหาตำรวจไม่ดำเนินคดีอาญากับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย คนหิ้วถุงใส่ทองคำแท่งหนัก 246 บาท ไปส่งให้กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติคนหนึ่ง ซึ่งอ้างว่านั่งอยู่ในรถ และเป็นเพียงการทำตามคำสั่งของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. โดยที่ตนไม่ได้รู้เห็นอะไรกับการให้สินบนหรือไม่อย่างไร
ทำให้ตำรวจไม่ได้แจ้งข้อหาดำเนินคดีไม่ว่าข้อหาใดกับ พ.ต.อ.ภาคภูมินั้น เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?
ผู้รู้บางคนก็บอกว่า ตำรวจไทยมีอำนาจกันผู้กระทำผิดอาญาทุกฐานความผิดเป็นพยานได้ มีระเบียบกรมตำรวจออกรองรับไว้ และตำรวจนักสืบหรือมือปราบก็ใช้เป็นหลักอ้างในการปฏิบัติ ทำกันมานานแล้วมากมาย ไม่เห็นมีปัญหาอะไร!
เรื่องนี้ถ้าใครอ่าน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา ครบทุกมาตรา ก็จะเห็นว่าไม่มีมาตราใดที่บัญญัติไว้ให้เจ้าพนักงานรัฐไม่ว่าหน่วยงานใดและระดับใดมีอำนาจกันผู้กระทำผิดอาญาเป็นพยานได้แต่อย่างใด
เนื่องจากขัดต่อ หลักความรับผิดทางอาญาและความยุติธรรม ที่ผู้กระทำผิดทุกคนต้องรับโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างเท่าเทียมกันตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ปัญหาความเข้าใจผิดในเรื่องนี้เกิดจากการที่กรมตำรวจได้ออกระเบียบให้ตำรวจผู้เป็นพนักงานสอบสวนมีอำนาจทำได้เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว และตำรวจผู้ใหญ่ได้ใช้เป็นหลักในการ ปฏิบัติที่มิชอบ ตลอดมา บ้างก็อ้างว่าศาลฎีกาเคยวินิจฉัยเป็นแนวทางไว้ให้ทำได้?
คำถามง่ายๆ ก็คือ ถ้าตำรวจผู้ใหญ่คนใดคิดว่าทำได้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ควรถือปฏิบัติต่อไปในกรณี พ.ต.อ.ภาคภูมิ โดยอธิบายต่อประชาชนให้รู้แล้วรู้รอดไปว่า ที่ไม่ได้แจ้งข้อหาดำเนินคดีก็ด้วยเหตุที่ได้กันตัวเขาไว้ ‘เป็นพยาน’
ไม่ควร ‘แถ’ ว่า ไม่แน่ชัดว่าเขาร่วมกระทำผิดด้วยหรือไม่ ที่ทำให้ประชาชนก่นด่ากันทั้งประเทศอยู่เวลานี้!
ขอเรียนว่าสิ่งที่ตำรวจไทยทำกันมากมายไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานหลายปีหรือแม้กระทั่งหลายสิบปี และไม่มีปัญหา ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้น ชอบด้วยกฎหมาย เพราะอาจไม่เคยมีใครโต้แย้งหรือหยิบเป็นประเด็นขึ้นต่อสู้ทางคดีก็ได้
ระเบียบและคำสั่งของตำรวจผู้ใหญ่ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ยังมีอีกหลายเรื่องมากมาย
โดยเฉพาะเรื่องให้ออก ‘เลขคำรับแจ้งความ’ แทนการ ‘รับคำร้องทุกข์’ เพื่อ ‘ชะลอการสอบสวน’ ดำเนินคดีที่ตำรวจผู้ทำหน้าที่พนักงานสอบสวนถือปฏิบัติ สร้างความวิบัติต่อกระบวนการยุติธรรมอาญาและทำให้ประชาชนทั้งประเทศได้รับความเดือดร้อนกันแสนสาหัสอยู่ทุกวันนี้
หรืออย่างกรณีการสั่งให้ตำรวจผู้น้อย ‘ตั้งด่าน’ โดยนำสิ่งของต่างๆ ไปขวางทางหลวง เพื่อทำให้ประชาชนสัญจรไม่สะดวก เป็นประโยชน์ในการเรียกให้หยุดรถขอตรวจค้น หรือตรวจฉี่!
การกันผู้กระทำผิดอาญาเป็นพยาน ปัจจุบันมีเพียงคณะกรรมการ ป.ป.ช.เท่านั้นที่มีอำนาจทำได้ตามกฎหมาย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 135 ในคดีเจ้าพนักงานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
และต้องใช้ในกรณีที่บุคคลนั้น ไม่ใช่ผู้กระทำผิดคนสำคัญ
รวมทั้งไม่มีหลักฐานอื่นสามารถเอาผิดผู้ต้องหาที่เป็นตัวการใหญ่ได้เท่านั้น
แม้การกันผู้กระทำผิดเป็นพยาน จะขัดต่อ หลักความรับผิดทางอาญาและความยุติธรรม แต่เมื่อเป็นกฎหมายที่รัฐสภาตราไว้ ทุกคนก็ต้องยอมรับไม่ว่าใครจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม!
ที่สำคัญต้องกระทำด้วยความสุจริตไม่มีเงื่อนงำให้ผู้คนตั้งคำถามได้ เช่น ในกรณี คดีบอส เจ้าพนักงานรัฐสุมหัวกันเปลี่ยนความเร็วกดดันให้ พ.ต.ท.ธนสิทธิ์ นักวิทยาศาสตร์ พฐ.คำนวณใหม่ เพื่อให้ได้ความเร็วไม่เกิน 80 กม.ต่อชั่วโมง มีเทปเสียงเป็นหลักฐานชัดเจน
มีความจำเป็นอะไรที่คณะกรรมการ ปป.ป.ช.จะต้องกัน ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ที่ ร่วมในการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ไว้เป็น ‘พยาน’ แทนการเป็น ‘ผู้ต้องหา’ ส่งผลทำให้ผู้คนก่นด่าและกลายเป็นองค์กรที่ไม่น่าเชื่อถืออยู่ทุกวันนี้!.

ที่มา : นสพ.ไทยโพสต์ คอลัมน์ เสียงประชาชนปฏิรูปตำรวจ : ฉบับวันที่ 19 ม.ค. 2569

